BAY ผ่าตัดบลจ.อยุธยาตั้งเป้าผงาดติดันดับ 1 ใน 3


ผู้จัดการรายวัน(4 ตุลาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

บลจ.อยุธยาเจเอฟ (AJF) สลัดภาพเก่าทิ้ง เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บลจ.อยุธยา (AYF) หลังธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เข้ามาถือหุ้นใหญ่ หวังสยายปีกการเป็นสถาบันการเงินครบวงจร "ฉัตรรพี" เผยแผน 3 ปี ดันบลจ.อยุธยาผงาดติดอันดับ 1 ใน 3 ในธุรกิจจัดการกองทุนรวม ส่วนแผนในปีนี้ยังคาดหวัง NAV ภายใต้การบริหารขยับแตะ 5 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เตรียมออกองทุนอย่างน้อย 5 กองทุน ชี้จีอีเข้ามาถือหุ้นในแบงก์กรุงศรี ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งในการเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยกองทุน

นายฉัตรรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด (AYF) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัทคาดว่าจะเปิดตัวกองทุนอย่างน้อย 5 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนตราสารหนี้จำนวน 3 กองทุน โดยจะออกทุกเดือนๆ ละ 1 กองทุน กองทุนเปิดแบบยืดหยุ่น 1 กองทุน กองทุนเปิดตราสารทุน 1 กองทุน และในช่วงสิ้นปีจะเปิดตัวกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF) เพราะผู้ลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี

"กองทุนที่เปิดขายเชื่อว่าจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มี 34,000 ล้านบาท ให้เป็น 5 หมื่นล้านบาท ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้" นายฉัตรรพีกล่าว

ทั้งนี้ หลังจากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เข้ามาถือหุ้นบริษัท เชื่อว่าจะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ภายใต้การบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าของบริษัท ที่มาจากการขายผลิตภัณฑ์ผ่านสาขาธนาคาร 70% เมื่อเทียบกับในอดีตที่มีน้อยมาก' นายฉัตรรพี กล่าว

นายฉัตรรพี กล่าวถึง การเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มจีอีในธนาคารกรุงศรีอยุธยาว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจบลจ. เนื่องจากการทำธุรกิจของจีอีจะเน้นในเรื่องธุรกิจรายย่อย เช่น เครดิตการ์ด เช่าซื้อ สินเชื่อบุคคล แต่การเข้ามาถือหุ้นจะช่วยทำให้บริษัทฯ ขยายฐานลูกค้ารายย่อยได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อ บลจ.อยุธยา

ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนสิงหาคม โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทจาก 38.3% เป็น 77% จากการซื้อหุ้นของบริษัท เจเอฟแอสเซ็ท แมนเนจเมนท์ ในเครือเจพีมอร์แกน

นายฉัตรรพี กล่าวว่า AYF มีเป้าหมายที่จะเข้าสู่อันดับ 1 ใน 3 ของธุรกิจจัดการกองทุนรวมภายใน 3 ปี โดยได้กำหนดนโยบายและกลยุทธ์รองรับหลายด้าน ได้แก่ การสร้างและพัฒนาทีมบริหารจัดการกองทุน การสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุน การวางระบบและโครงสร้างการลงทุนที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุน เป็นต้น

นอกจากนี้ นายฉัตรรพี ยังกล่าวด้วยว่า ภายในสิ้นปีนี้อาจจะเห็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถือหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 100% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 77% เนื่องจากธนาคารมีนโยบายที่ต้องการถือหุ้นในบริษัทในเครือให้ครบ 100% เพื่อที่จะได้ Consolidate เข้ากับงบของธนาคาร “ธนาคารมีนโยบายที่อยากจะถือหุ้นในบริษัทฯ โดยตรงให้ครบ 100% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 77% เพื่อให้เหมือนกับบริษัทในเครืออื่นๆ ที่ธนาคารมีนโยบายถือหุ้น 100%” นายฉัตรรพี กล่าว

สำหรับมุมมองเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้การตอบรับจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ นายฉัตรรพี ให้ความเห็นว่า การเข้ามาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร จะทำให้มีความน่าเชื่อถือและจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความคลี่คลายไปในทางที่ดี โดยนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากมีเงินไหลเข้ามาในกองทุนมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา กล่าวอีกว่า การกลับมาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เป็นเหมือนอย่างในอดีต คงต้องรอให้มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้ครบ เพื่อที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น แต่อย่างไรก็ตาม การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีแถลงการณ์และปฏิบัติตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา

คาดสิ้นปีดัชนีอยู่ที่ 700-720 จุด แนะหุ้นยานยนต์-โรงแรม-แบงก์

นายณสุ จันทร์สม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยา จำกัด หรือ AYF กล่าวถึง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในปลายปีนี้ว่า น่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันโดยอยู่ที่ 700-720 จุด เนื่องจากในช่วงปลายปีจะมีการเปิดขายกองทุน LTF และราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยยังถือว่ายังมีราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่ดัชนีฯ จะเพิ่มขึ้น

สำหรับหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ โรงภาพยนตร์ โรงแรม ธนาคาร หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของประชาชน ส่วนหุ้นที่มีการเติบโตน้อย ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง ทำให้การเติบโตของหุ้นกลุ่มพลังงานจะไม่สูงเหมือนในปี 2548 หรือ 2549


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.