BNT ปรับแผนธุรกิจใหม่ฟุ้งปี 50 พร้อมจ่ายปันผล


ผู้จัดการรายวัน(19 กันยายน 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

บีเอ็นทีฯ ปรับโครงสร้างธุรกิจหันจับงานผลิตรายการ สื่อโทรทัศน์ โฆษณา จากเดิมผลิตจำหน่ายซีดี-วีซีดี ผู้บริหารมั่นใจครึ่งปีหลังผลประกอบการพลิกจากขาดทุน 341 ล้านบาท เป็นกำไรได้ คาดดำเนินการลดทุน-เพิ่มทุนเสร็จ ธ.ค.หรือ ม.ค.นี้ โปรยยาหอมปี 50 ล้างขาดทุนเกลี้ยง พร้อมจ่ายปันผล

วานนี้ (18 ก.ย.) บริษัท บีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BNT จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2549 ณ ห้องเอเวอร์กรีน โรงแรมอเล็กซานเดอร์ ซึ่งผู้ถือหุ้นให้ความเห็นชอบวาระเปลี่ยนชื่อบริษัทการลดทุน-เพิ่มทุนจดทะเบียน นายสุพจน์ ทรงสวัสดิชัย รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบีเอ็นทีฯ เปิดเผยว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าจะกลับมามีผลกำไรได้จากครึ่งปีแรกที่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 341.24 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ จากเดิมที่ประกอบธุรกิจด้านการผู้ผลิตจำหน่ายซีดีและวีซีดี ฯลฯ โดยหันมาประกอบธุรกิจทางด้านการเป็นผู้ให้บริการข้อมูลต่างๆ (คอนเทนโพไวเดอร์) การให้บริการสื่อโฆษณา และการผลิตรายการให้กับสถานีโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) ซึ่งรายการแรกที่จะออกอากาศทางช่องไอทีวี ในเดือนตุลาคมนี้ คือ Changing room ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ที่จะเข้ามาลงโฆษณา

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่ารายได้รวมปีนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่าจากปี 48 ที่มีรายได้รวมที่มี 284.75 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 333.86 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวม 117.06 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 341.24 สำหรับการปรับธุรกิจมาเป็นผู้ผลิตสื่อต่างๆ ขณะนี้บริษัทมีลูกค้าที่ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นจำนวน 80% ของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่มี 500 ราย โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากคอนทนโพไวเดอร์ 40% สื่อทีวี 20-30% และที่เหลือจะมาจากการรับรู้รายได้จากบริษัทย่อยต่างๆ

“ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะกลับมามีกำไรได้ ถึงแม้ครึ่งปีแรกจะขาดทุนจำนวน 341 ล้านบาท จากการที่บริษัทมีการปรับการดำเนินธุรกิจ และการที่ครึ่งปีแรกมีผลขาดทุนจำนวนมากจากการที่บริษัทได้มีการสำรองหนี้สูญ แต่ในไตรมาส 3 บริษัทไม่ได้มีการสำรองหนี้อีก” นายสุพจน์กล่าว

สำหรับการดำเนินการลดทุนจดทะเบียน 2,500 ล้านบาท เหลือ 230 ล้านบาท จากการตัดหุ้นที่ยังไม่จำหน่าย 219.89 ล้านบาท ลดจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระเต็มมูลค่าแล้วในอัตรา 1 หุ้นเดิม เหลือ 0.1008725 หุ้นรวมจำนวนหุ้นที่ลดลงไปทั้งสิ้นจำนวน 2,050.10 ล้านบาท เพื่อล้างส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจำนวน 760.48 ล้านบาท และลดขาดทุนสะสมจำนวน 1,289.62 ล้านบาท และดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 230 ล้านหุ้น โดยออกหุ้นสามัญใหม่เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 1 หุ้นเดิม หลังการลดทุนต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคา 1.10 บาท หลังจากผู้ถือหุ้นอนุมัติ คาดว่าจะดำเนินการเสร็จภายในเดือนธันวาคม หรือเดือนมกราคม 2550 หากไม่มีเจ้าหนี้รายใดคัดค้าน

นายสุพจน์ กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 230 ล้านหุ้น ที่จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 1.10 บาท ว่าจะสามารถขายได้หมด เนื่องจากการที่บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี และน่าจะทำให้นักลงทุนมองเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคต ซึ่งหากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้จำหน่ายไม่หมดบริษัทมีหุ้นที่เหลือจากการจองซื้อ ให้คณะกรรมการบริษัทและ/หรือบุคคลที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมายมีอำนาจในการจัดสรรหุ้นที่เหลือดังกล่าวให้แก่บุคคลในวงจำกัด ฯลฯ

สำหรับภายหลังจากการที่บริษัทลดทุนแล้ว ทำให้บริษัทเหลือผลขาดทุนสะสมเพียง 17.31 ล้านบาท จากเดิมที่บริษัทมีผลขาดทุนสะสมทั้งหมด 1,306.93 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมหมดจากการนำผลกำไรจากการดำเนินงานมาล้าง ทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้สำหรับผลการดำเนินงานปี 2550 ซึ่งเงินที่บริษัทจะได้รับจากการเพิ่มทุนจดทะเบียนนั้น บริษัทจะนำไปขยายธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อย รวมถึงรองรับการนำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นที่มีผลตอบแทนที่ดีและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

ทั้งนี้ ในเรื่องการยกหนี้ของบริษัท นวดิศ จำกัด ซึ่ง BNT ถือหุ้น 100% ขณะนี้เจ้าหนี้เดิมได้มีการยกหนี้บางส่วนจำนวน 36 ล้านบาทแล้ว ส่วนหนี้ที่เหลืออีกประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเจรจาเพื่อยกหนี้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์จะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 30 ล้านบาท จากที่ผ่านมาบริษัทได้มีการสำรองหนี้ไว้

สำหรับการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้มีนักลงทุนได้สอบถามถึงเหตุผลการลดทุนจดทะเบียนและถามว่าทำไมผู้บริหารไม่มีการใช้วิธีการสร้างผลกำไรมาล้างขาดทุนสะสม

นายวิชัย เบญจพลาพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินบริษัทบีเอ็นทีฯ กล่าวว่า หากบริษัทมีการสร้างผลกำไรเพื่อนำมาล้างขาดทุนสะสมที่มี 1,300 ล้านบาทนั้น จะต้องใช้ระยะเวลานาน และการที่บริษัทจะมีผลประกอบการที่ดีนั้นต้องมีเงินทุนเข้ามาในการดำเนินธุรกิจ และการที่ชวนให้นักลงทุน พันธมิตร เข้ามาร่วมในการดำเนินธุรกิจนั้นเป็นไปได้ยากหากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมจำนวนมาก


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.