งานมอเตอร์โชว์ที่สวนอัมพรของปราจิณ เอี่ยมลำเนา เจ้าของบริษัทกรังด์ปรีซ์อินเตอร์เนชั่นแนล
ได้จุดพลุช่องทางจำหน่ายรถยนต์ จนกลายเป็นธรรมเนียมของวงการธุรกิจนี้ไปแล้วว่า
สำหรับผู้ที่จ้องจะซื้อรถใหม่หรือนักเลงรถที่อยากดูรถต้นแบบจริงๆ ต้องมางานมอเตอร์โชว์
"มันเริ่มจากผมจัดงานคาร์ออฟเดอะเยียร์เลียนแบบต่างประเทศ ประกวดและโชว์รถที่โรงแรม
ทำอยู่ 2-3 ปีหมุนจัดตามโรงแรมจนกระทั่งมีความคิดว่าน่าจะจัดโชว์รถแล้วเก็บค่าบัตร
ตอนแรกกะว่าคนจะไม่ค่อยมาก แต่ผิดคาดคนมาดูกันแน่น เรามอบเงินค่าผ่านประตูให้มูลนิธิดวงประทีบถึง
2 แสนบาทจากค่าบัตรใบละ 5 บาท" นี่คือจุดเริ่มต้นงานมอเตอร์โชว์ที่ปราจิณเล่าให้ฟัง
ปัจจุบันค่าบัตรเพิ่มเป็น 30 บาท
ตลอดระยะเวลา 14 ปี วัตถุประสงค์การจัดงานมอเตอร์โชว์ ยังมีลักษณะ "เทรดแฟร์"
มากกว่าแสดงเทคนิคยนตรกรรมขั้นเยี่ยมแบบงานมอเตอร์โชว์ระดับโลก ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่บริษัทผู้ผลิตและออกแบบรถยนต์แต่เป็นแค่โรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์เท่านั้น
งานนำเข้ารถต้นแบบหรือทอปคาร์จากเมืองนอกมาแสดงในไทยนั้น กล่าวกันว่าเป็นเรื่องที่บริษัทแม่ยินดีจะนำมาแสดงเพียงแต่กระบวนการนำเข้าและค่าใช้จ่ายด้านขนส่งและประกันภัยในวงเงิน
50,000-100,000 บาท ทางผู้จัดงานต้องยินยอมควักกระเป๋าจ่ายบ้าง
แต่จนแล้วจนรอดผู้ซื้อบัตรเข้าชมงานก็ยังไม่จุใจเพราะมีโชว์รถต้นแบบไม่กี่รายเอง
การคัดเลือกรถแต่ละรุ่นที่มาแสดงในงานนี้มีเจตจำนงขายรถมากกว่าเจตนาที่จะยกระดับคุณภาพสินค้าให้คุ้มกับคุณภาพชีวิตคนไทย
ดังนั้นเมื่อนโยบายเปิดเสรี-ลดภาษีนำเข้ารถยนต์สมัยนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน
ก็ทำให้งานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 13 ฟูเฟื่องสุดขีด ยอดจองรถใหม่ของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่น้อยพุ่งสูงพรวดพราด
จากแรงอั้นที่ผู้บริโภครอดูรถใหม่ที่จะมีมาโชว์ในงานนี้ โดยเฉพาะค่ายมิตซูบิชิที่ได้รับยอดจองรถสูงถึง
1500 คันและปีที่แล้วได้พุ่งขึ้นแซงหน้าขึ้นอันดับสามแทนฮอนด้าไป
แต่ในปีนี้ ผู้บริโภคเริ่มอิ่มตัวในกำลังซื้อ แต่ยังฝันที่จะเห็นรถต้นแบบ
หรือทอปคาร์จริงๆ ขณะเดียวกนผู้ขายรถก็นำรถหลากหลายแบบเข้ามาทดสอบตลาด สถานการณ์เช่นนี้
ปราจิณรู้ว่าเขาต้องปรับปรุงคอนเซปท์ของงานมอเตอร์โชว์ให้ครบเครื่องมากขึ้น
เพราะพฤติกรรมของคนซื้อแปรเปลี่ยนไปตามกระแสโลกานุวัตร พวกเขาต้องการมากกว่างานเทรดแฟร์ขายรถธรรมดาๆ
ที่มีโปรโมชั่นด้านราคาพร้อมลุ้นโชคสองชั้น
ดังนั้นปราจิณจึงประกาศให้บริษัทใดก็ตามที่มีรถต้นแบบและแสดงเทคโนโลยีล้ำหน้าสามารถมีสิทธิ์เลือกพื้นที่ส่วนที่ดีที่สุดในงานได้ก่อน
ปรากฏว่ามีรถต้นแบบหรือทอปคาร์มาแสดง 10 รถเด่น เช่น บริษัทธนบุรีพานิชผู้ประกอบรถเบนซ์ก็ได้พื้นที่กว้างขวาง
สามารถจัดแสดงโชว์ยนตรกรรมยอดเยี่ยมของเบนซ์ได้เต็มที่โดยเฉพาะรถต้นแบบ STUDY
A ซึ่งเป็นความสำเร็จของการพัฒนารถนั่งขนาดเล็กแห่งอนาคต ที่นำเอาระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีแผงโซลาร์เซลล์ที่หลังคารับพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้
ส่วนค่ายมิตซูบิชิ ก็มี HSR-2 รถยนต์สุดยอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ นิสสันก็มี
APX ที่โดดเด่นมาจากงานโตเกียวมอเตอร์โชว์
เก้าวันเต็มๆ กับงานมอเตอร์โชว์ที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 ในปีนี้ปราจิณ
ผู้จัดงานขยายพื้นที่งานที่สวนอัมพรเพิ่มขึ้นอีกเป็น 52,800 ตารางเมตร จากเดิมปีที่แล้วประมาณ
28,000 ตารางเมตร อีกทั้งยังรู้สึกสมใจกับยอดผู้ชมใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้
2 ล้านคน รับเงินเฉพาะค่าบัตรสุทธิก็ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท (ไม่รวมบัตรที่แจกให้กับบริษัทและร้านค้าที่มาร่วมงาน)
ส่วนรายได้หลักจากค่าเช่าพื้นที่แต่ละบูทอีกไม่ต่ำกว่าร้อยล้าน ก็ทำให้กิจการหลักอย่างหนังสือกรังด์ปรีซ์ยืนอยู่ได้สบายๆ
ทั้งปี
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนแห่ทำธุรกิจมอเตอร์โชว์นี้ตาม โดยเฉพาะปีที่แล้ว
ธุรกิจนี้เฟื่องฟูมากๆ จนมีการแตกเซกเมนท์เตชั่นออกมาเป็นกลุ่มเป้าหมายระดับต่างๆ
หรือในพื้นที่ต่างจังหวัดมีคู่แข่งกับงานมอเตอร์โชว์เกิดขึ้นตลอดปี
เช่น ต้นปีที่แล้วกลุ่มธัญพัฒน์จัด IMPORT VAN & STATION WAGON 93
ที่อาคารธนิยะพลาซ่า กลางปี บริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ ซึ่งเป็นมอือาชีพจัดงานแสดงนิทรรศการเครื่องจักรกลก็กระโดดเข้ามาร่วมแข่งขันด้วย
โดยจัดงาน "มอเตอร์เวิลด์" ขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ถัดมาอีกเดือน บริษัทฟอรั่ม เอ็กซ์บิชั่นก็จัดงาน "บางกอกอิมพอร์ตคาร์"
ที่เวิลด์เทรดเซนเตอร์ ขณะเดียวกันบริษัทเพิร์คส์ (ประเทศไทย) ก็จัดงาน "เอดะมิเลี่ยนแนร์ส
คาร์" ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ตบท้ายปลายปีด้วยงาน "มหกรรมรถยนต์"
ของบริษัทสื่อสากลของขวัญชัย ปภัสรพงษ์ เจ้าเก่า
ไม่นับงานมอเตอร์โชว์ที่เกิดขึ้นตามหัวเมืองธุรกิจใหญ่ๆ ปีที่แล้ว บริษัทนากาเน่
โยโก (ไทยแลนด์) ก็จัดงาน "โคราชไทยแลนด์มอเตอร์โชว์" และ "ภูเก็ตมอเตอร์โชว์"
ที่ศูนย์แสดงสินค้าสะพานหิน จ. ภูเก็ต รวมทั้ง "งานแมสมอเตอร์โชว์"
ที่ระยองคอมเพล็กซ์ จ. ระยอง และต้นปีนี้ บริษัทฟอรั่มได้จัดงานออโตเอ็กซ์โป
94 ที่กาดสวนแก้ว เชียงใหม่ด้วย
"ผมมองว่าอนาคตการแข่งขันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น งานแสดงยนตรกรรมรถยนต์จะอยู่ได้ด้วยคุณภาพของงานจริงๆ
โดยมีปริมาณคนดูเป็นตัวสะท้อนงาน" อาณัฐ วิชิตพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทน้องใหม่
ฟอรั่ม เอ็กซิบิชั่นเล่าให้ฟัง
แรงกดดันจากสถานการณ์แข่งขันรอบๆ ตัว รวมทั้งขีดจำกัดจากสถานที่เดิมคือสวนอัมพรที่มีลักษณะกระจัดกระจาย
ไม่มีศูนย์รวมความสนใจแท้จริง ทำให้ปราจิณ วางแผนคิดอยู่หลายปี ที่จะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อนเก่าอย่างขวัญชัย
ปภัสร์พงษ์ เจ้าของหนังสือฟอร์มูล่าและผู้จัดงาน "มหากรรมรถยนต์"
ทำโครงการจัดงานมอเตอร์โชว์ร่วมกันในปี 2538 ในนามบริษัทใหม่ โดยใช้พื้นที่ในโครงการซิตี้เซนเตอร์ที่เมืองทองธานี
แจ้งวัฒนะของอนันนต์ กาญจนพาสน์ เจ้าของบริษัทบางกอกแลนด์ จัดไว้เป็นพื้นที่เอ็กซ์บิชั่นฮอล
"เรารวมกันเพราะแข่งขันกันมานานแต่ก็ไม่สามารถวัดได้ว่าใครใหญ่กว่ากัน
ก็เลยมารวมกันดีกว่า" ขวัญชัย เจ้าของบริษัทสื่อสากลชี้ทางเลือกที่ให้ประโยชน์ทั้งคู่
อย่างไรก็ตามขวัญชัยเองก็มีความคิดที่จะเข้าไปบริหารโครงการมอเตอร์แกลลอรี่ในแฟชั่นไอร์แลนด์
ย่านรามอินทรา โดยคอนเซปท์ของมอเตอร์แกลลอรี่จะเป็นการเช่าเซ้งพื้นที่ระยะยาว
และทางผู้เช่าจะเป็นผู้ขายเอง
ขณะเดียวกัน อนันต์ กาจนพาสน์ ได้ดึงตัวปราจิณ และงานมอเตอร์โชว์เข้าไปเป็นจุดขาย
รวมทั้งชักชวนให้ปราจิณเข้าไปบริหารและวางคอนเซปท์ "ศูนย์การค้ารถและประดับยนต์"
ในซิตี้เซนเตอร์ที่เป็นศูนย์รวมรถทุกยี่ห้อและร้านประดับยนต์พร้อมพนักงานขายที่สร้างขึ้นจากบริษัทกรังด์ปรีซ์
ถึงเวลานี้แล้ว ปราจิณก้าวไปไกลกว่าที่เขาเคยเป็นมาด้วยฐานรากที่สั่งสมเงินทุนและสายสัมพันธ์มาจากงานมอเตอร์โชว์
ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ทำเงินมหาศาลไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทในระยะเวลาเพียงเก้าวัน
เป็นภาพพจน์เชิงธุรกิจที่คุ้มแสนคุ้ม !!