การค้าเสรีในเอเชียถึงคราวหยุดชะงักอีกรอบ


นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2543)



กลับสู่หน้าหลัก

เมื่อครั้ง ที่เศรษฐกิจเอเชียยังบูม กระแสการค้าเสรีดูเหมือนจะเตรียมทะลายกำแพงภาษีทั่วภูมิภาคนี้ลง และแม้กระแสดังกล่าวอาจจะเข้มข้นน้อยลงไปบ้างเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปีพ.ศ. 2540-2541 แต่การเปิดการค้าเสรีก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเปิดการค้าเสรีมีทีท่าจะหยุดชะงักงันลงอีกครั้ง ทั้งนี้เห็นได้จากการที่บรรดาผู้นำประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่ประเทศบรูไน สาเหตุสำคัญ ที่บรรดาผู้นำเอเชียพากันนิ่งเงียบ ก็เพราะภูมิภาคนี้ยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจนั่นเอง ยิ่งกว่านั้น ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ ขณะที่ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกในเอเชียลดลง ซ้ำร้าย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศก็ลดลงมาอยู่ ที่ราว 62% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่การค้าเสรีจะเป็นประเด็น ที่มีความสำคัญน้อยลงในสายตาของผู้นำประเทศเอเชียหลายประเทศ

ที่ผ่านมา ผู้นำของเอเชียมักอ้างเหตุผลนานาประการในเรื่องความล่าช้าของการเปิดการค้าเสรี ที่ซ่อนอยู่หลังการตั้งกำแพงภาษี และในการประชุมเอเปค ที่บรูไนต่างก็แสดงท่าทีปกป้องตนเองในเรื่องข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยีของชาติตะวันตก "การแบ่งแยกเรื่องดิจิตอลกำลังจะเป็นข้ออ้างข้อใหม่ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในเรื่องอี-คอมเมิร์ส" โรเบิร์ต จี ลีส์ เลขาธิการคณะมนตรีเศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิกในฮอโนลูลู กล่าว ทั้งนี้ มาเลเซียได้สั่งห้ามธนาคารต่างชาติให้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกไปแล้ว โดยที่ซิตี้แบงก์ก็เพิ่งเริ่มทำตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในประเทศเอเชียอื่นๆ ส่วน ที่อินโดนีเซียก็ได้สั่งห้ามการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการประเภทดอทคอม ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินการไปก่อนหน้าแล้ว

ยิ่งกว่านั้น บางประเทศก็ได้ลืมเลือนภาระผูกพัน ที่มีมาก่อนหน้าแล้ว อย่างในเรื่องการสนับสนุนการสร้างชื่อยี่ห้อสินค้าในกลุ่มอาเซียน ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วกำหนดให้บริษัทข้ามชาติชำระภาษีเพียงครั้งเดียว เมื่อมีการนำเข้าชิ้นส่วนประกอบหรือสินค้า ที่ยังไม่ได้แปรรูปเข้ามายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานหรือสายการผลิต โดยที่บริษัทเหล่านั้น สามารถขนส่งสินค้าโดยปลอดภาษีไปยังประเทศต่างๆ ทั้ง 10 ประเทศ ที่เป็นชาติสมาชิกของกลุ่มอาเซียน

การสนับสนุนดังกล่าวยังไม่เคยเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จาก ที่ โมโตโรลา อิงค์ต้องชำระภาษีนำเข้าโทรศัพท์มือถือจากสิงคโปร์ให้กับรัฐบาลมาเลเซียถึง 34% ส่วนซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ก็กล่าวว่าบริษัทได้เสียภาษีจอภาพ ที่ผลิตในสิงคโปร์ให้กับรัฐบาลอินเโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสายการผลิตโทรทัศน์สำหรับตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ยินยอมเสียภาษีมากกว่า ที่จะต้องเสียเวลานานนับปีกับความล่าช้าในการได้สิทธิพิเศษทางภาษี

ทิศทางการค้าเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีแนวโน้มแย่ลงไปอีกเมื่อสิงคโปร์เตรียม ที่จะลงนามในข้อตกลงการค้าสองฝ่ายร่วมกับญี่ปุ่น ทั้ง ที่สองประเทศไม่ได้เป็นคูแข่งสำคัญทางการค้าในภาคสินค้าใด ที่สำคัญ อย่งเช่น ด้านการเกษตร ซึ่งญี่ปุ่นค่อนข้างปกป้องสินค้าเกษตรของตนอย่างสูง การลงนามร่วมกันดังกล่าวจึงนับเป็นการไม่สมเหตุสมผลในกรอบขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และของอาเซียนด้วย อีกท้งยังอาจทำให้ผู้นำเอเชียบางคนประวิงเวลาในการเปิดตลาดการค้าต่อไปอีก " ที่ผมกลัวก็คือ ผู้นำเอเชียจะออกมาบอกว่า "เราจะรอจนกว่าจะเห็นว่าประเทศอื่นเขาดำเนินการอย่างไร" " ลีส์บอก

เป็นที่ชัดแจ้งแล้วว่า การผ่าทางตันในประเด็นการเปิดการค้าเสรียังต้องใช้เวลาอีกนาน ยิ่งกว่านั้น เอเชียจะต้องรวบรวมความมุ่งมั่นทางการเมือง และปรับปรุงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเสียก่อน แต่ทั้งสองสิ่งก็คงยังไม่บรรลุผลสำเร็จในเร็วๆ นี้



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.