ตราบใดที่การละเมิดลิขสิทธิ์ยังไม่หมดสิ้นไป ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ก็ยังต้องวิ่งไล่กวดผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้อย่างไม่รู้จักจบเช่นกัน
การปกป้องพิทักษ์สิทธิ์ของบรรดาผู้ผลิตซอฟต์แวร์มักจะอยู่ในรูปของการรวมพลังจัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรหรือองค์กร
เช่นเดียวกับธุรกิจเทปเพลงหรือวิดีโอ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากกว่าต่างคนต่างทำ
บิสซีเนส ซอฟต์แวร์ อะไลแอนซ์ (BUSINESS SOFTWARE ALLIANCE) หรือเรียกย่อ
ๆ ว่า บีเอสเอ ซึ่งเกิดมาจากการร่วมมือกันระหว่าง ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชื่อดังของโลก
8 ราย ประกอบไปด้วย ไมโครซอฟท์, โนเวลล์, อะโดบี ซิสเต็มส์, ออโตเดสก์, เบนท์เลย์,
โลตัส ดีเวลลอปเม้นท์, เดอะซานตา ครูซ โอปะเรชั่น, ไซเมนเทค ที่รวมตัวกันขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิ์จากการขาย
แจกจ่าย และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ผิดกฎหมายทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันบีเอสเอได้เข้าไปดำเนินการแล้วใน
60 ประเทศ
ภารกิจของบีเอสเอคือ ให้ความรู้ และผลักดันให้มีการบังคับใช้กฎหมายซึ่งบีเอสเอมักจะเข้าไปมีส่วนในการผลักดันให้เกิดมีกฎหมายลิขสิทธิ์ขึ้นในประเทศต่าง
ๆ วิธีการของบีเอสเอจึงต้งคอยสอดส่องสืบหาผู้กระทำผิดและดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านั้น
สำหรับในไทย บีเอสเอจัดกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามาปกป้องสิทธิ์ตั้งแต่หลายปีมาแล้ว
และเคยแจ้งจับดำเนินคดีกับผู้ค้าซอฟต์แวร์ก๊อบปี้ไปแล้วหลายรายตั้งแต่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
2537 ประกาศใช้ คดีความส่วนใหญ่หากไม่มีการยอมความกัน หรือไม่ก็อยู่ในชั้นการรอฟ้องศาล
การดำเนินงานของบีเอสเอในไทย ไม่มีการตั้งสาขาเช่นในบางประเทศแต่ใช้วิธีการว่าจ้างสำนักงานกฎหมายเบเคอร์แอนด์
แมคเคนซี่ ให้เป็นตัวแทนทางกฎหมาย ดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 จึงเท่ากับเป็นการเปิดทางสะดวกให้กับบีเอสเอที่จะกวาดล้างซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายที่เป็นหนามทิ่มตำมาตลอด
และก็เป็นดังคาดเมื่อบีเอสเอได้ออกมาเคลื่อนไหวดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นระยะ
ๆ ด้วยการแจ้งจับดำเนินคดีกับผู้ค้าคอมพิวเตอร์ ในงานแสดงสินค้าคอมพิวเตอร์
ไอทีวีค ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วงต้นปี
คริสโตเฟอร์ ออสติน ตัวแทนของกลุ่มบีเอสเอ ยอมรับว่า 50% เป็นกลุ่มผู้ใช้เนื่องจากกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง
และซื้อเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากกลุ่มผู้ใช้ประเภทนี้ยังนิยมซอฟต์แวร์ก๊อบปี้
ย่อมกระทบกับซอฟต์แวร์ของแท้ที่ไม่สามารถขยายตัวได้
กลุ่มบีเอสเอ จึงได้นำโครงการโทรศัพท์สายด่วน หรือฮอทไลน์ ที่บีเอสเอทำขึ้นในหลาย
ๆ ประเทศ มาใช้ในไทยเมื่อต้นปีนี้ เพื่อเปิดรับสายจากผู้ที่รู้เบาะแสว่ามีองค์กรใดที่มีการนำซอฟแวร์ก๊อบปี้มาใช้งาน
โดยจะให้รางวัลนำจับถึง 1 แสนบาท หากคดีความที่ได้รับจากผู้แจ้งโทรฯ เข้ามาสามารถดำเนินคดีจนถึงการพิจารณาในชั้นศาล
ซึ่งผู้ที่โทรฯมาแจ้งจะต้องถูกกันเป็นพยาน
เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบีเอสเอเอาจริงกับเรื่องนี้ในเดือนพฤษภาคมของปีนี้กลุ่มบีเอสเอ
ได้แจ้งจับดำเนินคดีกับบริษัท แอ๊ดวานซ์ เจ็มส์ แอนด์ จิวเวลรี่ ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
ซึ่งเป้นผลที่เกิดมาจากโครงการโทรศัพท์สายด่วนของบีเอสเอ
กระนั้นก็ดี การดำเนินการของกลุ่มบีเอสเอถูกจับตามองจากผู้ค้าซอฟต์แวร์ว่าไม่เอาจริงเอาจังเท่าที่ควร
ไม่มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้ร้านค้าที่ขายซอฟต์แวร์ก๊อบปี้ก็ยังมีอยู่
ในขณะที่ผู้ใช้ก็ยังก๊อบปี้ซอฟต์แวร์กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไมโครซอฟต์ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของบีเอสเอต้องออกมาลงมือดำเนินคดีกับซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายเอง
ยิ่งตอกย้ำให้เกิดข้อสงสัยว่า บีเอสเอเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้เพียงใด
แต่สำหรับบีเอสเอแล้ว คริสโตเฟอร์ ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาบีเอสเอทำดีที่สุด
แม้ว่าซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายจะลดน้อยลงจากเดิมเพียงแค่ 12-2% ก็นับว่าพอใจแล้ว
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่การละเมิดลิขสิทธิ์จะลดลงฮวบฮาบ ซึ่งในเวลานี้ไทยไม่ได้จัดอยู่ในประเทศที่เป็นปัญหาในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์มากเท่ากับ
อินโดนีเซีย และจีน ซึ่งมีซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายถึง 99% ของมูลค่าซอฟต์แวร์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม จนถึงบัดนี้ กลุ่มบีเอสเอยังไม่สามารถเปิดเผยถึงตัวเลขของซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายในไทยในปี
2538 และจนถึงปี 2539 ว่ามีตัวเลขเท่าใด ลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากปี 2537 ซึ่งมีซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายอยู่ถึง
98% เพียงใด
คริสโตเฟอร์ชี้แจงว่า การรวบรวมตัวเลขนี้ค่อนข้างยุ่งยากต้องมีสูตรในการคำนวณ
โดยต้องรวบรวมยอดนำเข้าเครื่องพีซีและยอดที่จำหน่ายไปให้ลูกค้าว่ามีเท่าใด
หลังจากนั้นจะต้องสำรวจว่าในพีซีแต่ละตัวนั้น มีการใช้ซอฟต์แวร์กี่ประเภทและอะไรบ้าง
จากนั้นจะต้องนำยอดของซอฟต์แวร์ที่ใช้งานบนพีซีทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับยอดขายซอฟต์แวร์ของแท้
จึงจะรู้ว่ายังมีซอฟต์แวร์เถื่อนที่อยู่ในตลาดอีกเท่าใด
แม้การลงมือดำเนินคดีของไมโครซอฟต์ บีเอสเอจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ไมโครซอฟต์
หรือบรรดาสมาชิกของบีเอสเอสามารถกระทำได้ เมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ส่งผลกระทบซอฟต์แวร์ของผู้นั้นโดยตรง
เพราะหากรอให้กลุ่มบีเอสเอทำ อาจจะไม่ทันต่อเหตุการณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้บีเอสเอต้องออกมาวิ่งไล่กวด
ผู้ละเมิดซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายอีกครั้ง
ในครั้งนี้เป้าหมายของบีเอสเอ คือบรรดาผู้ค้าฮาร์ดแวร์ที่นิยมก๊อบปี้ซอฟต์แวร์เถื่อนแถมฟรีให้กับลูกค้า
ซึ่งมี 4 ราย ที่บีเอสเอแจ้งจับดำเนินคดีไปแล้ว และอีก 20 รายอยู่ในบัญชีดำที่รอดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม การเอาแต่ไล่จับซอฟต์แวร์เถื่อนอย่างเดียวดังเช่นที่ทำมาตลอด
ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีคดีที่อยู่ในมือถึง 20 คดี เพราะทุกวันนี้ร้านค้าซอฟต์แวร์ก๊อบปี้ยังเปิดกิจการกันอย่างดาษดื่น
ไม้แข็งอย่างเดียวจึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร สิ่งที่บีเอสเอทำ คือหันไปให้ความรู้ในเรื่องลิขสิทธิ์แก่ผู้ใช้และพุ่งเป้าไปที่องค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายสำคัญ
ที่บีเอสเอมองว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวงของการละเมิดลิขสิทธิ์ในเวลานี้
แน่นอนว่าตราบใดที่การละเมิดลิขสิทธิ์ยังไม่เห็นผลบีเอสเอไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้
เพราะเส้นทางของบีเอสเอนั้นยังยาวไกล