LH หนุน QH ตั้งกองทุนหมื่นล.


ผู้จัดการรายวัน(17 สิงหาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

จับตาค่ายแลนด์ฯ เล็งขายพอร์ตอสังหาฯ ในบริษัทลูก เข้าสมทบในกองทุนอสังหาฯ หมื่นล้านของคิวเฮ้าส์ คาดจะเป็นผลดีหนุนรายได้จากการขายเงินลงทุน พร้อมขยับขยายธุรกิจการเงินอย่างแบงก์แลนด์ให้เข้มแข็ง ด้านผู้บริหารแลนด์ฯ เตรียมปรับประมาณการรายได้ทั้งปี จากเป้าหมายเดิม 24,000 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกเติบโตลดลงไปแล้ว 20% ลุยเปิดโครงการครึ่งหลังอีก 8 โครงการ ปลื้มแพกเกจ "Home Saving Package" หนุนขายคอนโดฯ แบรนด์ใหม่ The Room หมดในเวลาอันรวดเร็ว

จากความพยายามของบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH ที่เตรียมจะผลักจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ มูลค่าสูงสุดถึง1 หมื่นล้านบาท หากจะวิเคราะห์ไปแล้ว การระดมทุนโดยผ่านสินทรัพย์ครั้งใหญ่นี้ อาจจะเป็นจิ๊กซอว์ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ ฐานทางด้านการเงินอย่างธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ที่สุดท้ายแล้วต้องได้รับผลประโยชน์ทางด้านแหล่งเงิน

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทควอลิตี้ฯ จะออกกองทุนอสังหาฯ นั้น อยู่ในวิสัยที่ดำเนินการได้ แต่ด้วยขนาดของมูลค่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มากถึงหมื่นล้านบาทนั้น สินทรัพย์ที่จะนำมาสมทบเข้ากับคิวเฮ้าส์ เพื่อนำมาจัดตั้งกองทุนฯ คงต้องถูกส่งผ่านมาจากบริษัทแม่ ซึ่งแนวทางที่จะเป็นไปได้ คือ การที่บริษัทแลนด์ฯ ขายหน่วยลงทุนในบริษัทลูกที่ถืออยู่ออกมา ซึ่งวิธีดังกล่าวจะไม่ส่งผลเชิงลบต่อภาพพจน์ของบริษัทแม่ แต่ในทางกลับกันบริษัทจะมีรายการพิเศษทางด้านการรับรู้รายได้จากการขายเงินลงทุน

ปัจจุบันบริษัทแลนด์ฯ มีการลงทุนพัฒนาโครงการที่สร้างรายได้จากการเช่า รวมมูลค่าโครงการที่จะเกิดขึ้น 8,000 ล้านบาท เช่น โครงการรอยัล เอ็คเซ็ลเล็นซิ รูปแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 500 ยูนิต พัฒนาโดยบริษัท แอล เอช พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยมีบริษัทแลนด์ฯ ถือหุ้นอยู่ 60% และที่เหลือเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น ที่ตั้งของโครงการเดิมเป็นของพระคลังข้างที่, โครงการวิลล่า ที่ถนนนราธิวาส มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท และโครงการขนาดใหญ่รูปแบบมิกซ์ยูส ในซอยสุขุมวิท 19 พื้นที่ประมาณ 1.5 แสนตารางเมตร เช่น มีโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ประมาณ 500-600 ยูนิต ค้าปลีก และอื่นๆ ซึ่ง 2 โครงการหลัง เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 1-2 ปี

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางควอลิตี้ฯ มีแผนที่จะออกองทุนรวมอสังหาฯ 2 กอง แยกเป็นกองทุนลงทุนในส่วนของอาคารสำนักงาน และกองทุนเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นของบริษัทแลนด์ฯ วานนี้ (16 ส.ค.) บวก 0.25 สตางค์ ปิดที่ 7.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย ประมาณ 321 ล้านบาท ขณะที่หุ้นของบริษัทควอลิตี้ฯ ปิดที่ 1.10 บาท บวกขึ้น 0.01 มูลค่าการซื้อขาย 10.7 ล้านบาท

ยันรายได้ทั้งปีไม่ติดลบ

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ กล่าวยอมรับว่า จากสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีแรก ได้สะท้อนมายังผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งปีออกมาพบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,438.61 ล้านบาท (เทียบช่วงเดียวกันมีกำไรสุทธิ 2,512 ล้านบาท) ลดลง 42.73% เนื่องจากยอดขายลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 2,159.16 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลง 20.70% ทำให้บริษัทจะต้องมีการปรับประมาณรายได้ตลอดทั้งปี จากเป้าเดิมที่วางไว้ 24,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตลดลงแต่จะพยายามไม่ให้มีเติบโตติดลบ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 22,000-23,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการเปิดโครงการใหม่ในปี 2550 จำนวน 2,000 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งปีจำนวนไม่เกิน 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ได้มีการลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมอีกกว่า 700 ล้านบาท

นายนพพร สุนทรจิตต์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ กล่าวเสริมว่า ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทได้ส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้า 1,381 หน่วย แบ่งแยกเป็นบ้านเดี่ยว 1,346 หน่วย และคอนโดมิเนียม 35 หน่วย แต่เนื่องจากในปีนี้ ยอดรายได้จากคอนโดมิเนียมไม่สูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จึงทำให้ตัวเลขรายได้ของบริษัทเติบโตลดลง และเมื่อหักส่วนของคอนโดมิเนียมออกไป จะพบว่าบ้านเดี่ยวจะหดตัวลงประมาณ 11%

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังต้องเดินหน้าขยายโครงการเพื่อชดเชยโครงการเดิมที่ปิดไป โดยในช่วงครึ่งปีหลัง มีโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 34 โครงการ เป็นโครงการเปิดใหม่ 4 โครงการ และเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 8 โครงการ รวมเป็น 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 25,736.7 ล้านบาท ซึ่งโครงการครึ่งปีหลัง จะแยกเป็นไตรมาส 3 เปิด 2 โครงการ ไตรมาส 4 เปิด 6 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวในกทม. และปริมณฑล 6 โครงการ และทาวน์เฮาส์อีก 2 โครงการ รวมจำนวนโครวงการที่เปิดดำเนินงานในปี 49 ทั้งสิ้น 42 โครงการรวมส่วนของภูมิภาค

ทั้งนี้ คาดว่าสินค้าที่จะผลิตออกสู่ตลาดของบริษัทในปีนี้ จะมีปริมาณที่ไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา โดยจะผลิตออกมา 3,700-3,800 หลัง จากประมาณ 4,000 หลังในปีที่ผ่านมา ขณะที่บ้านสร้างก่อนขายในปัจจุบันมีประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะไม่เน้นสร้างจำนวนมาก แต่พยายามบริหารให้เหมาะสมในแต่ละช่วง

สำหรับรายได้ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หลักๆ จะมาจากโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 18,000-19,000 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่า รายได้จากโครงการทาวน์เฮาส์แบรนด์ The Terrace ประมาณ 500-600 ล้านบาท เนื่องจากระยะเวลาในการพัฒนาสามารถดำเนินการได้ทันในช่วงเวลาที่เหลือและต่อเนื่องถึงปีหน้า ส่วนโอกาสที่จะรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะช่วงเวลาการก่อสร้างอย่างน้อย 14-18 เดือน คาดว่าจะเริ่มไปเห็นผลต่อรายได้ของบริษัทในปี 2550-2551

"แคมเปญทางการตลาดที่จะมาใช้ในครึ่งปีหลังคงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพตลาดเป็นเช่นนี้ แต่ทางบริษัทฯ จะขยายผลของแคมเปญที่ร่วมกับธนาคารแลนด์ ชื่อ Home Saving Package ไปให้ครอบคลุมตลาดทาวน์เฮาส์ เนื่องจากผลสำเร็จจากโครงการคอนโดฯ The Room สุขุมวิท 79 ทำให้สามารถขายห้องพักหมดได้ 343 ยูนิต ภายในวันที่เปิดให้จองสิทธิ์ มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท" นายนพพรกล่าว

นายนพพร กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วง 5 เดือนแรกปี 49 (ม.ค.-พ.ค.) ว่า ที่อยู่อาศัยจดทะเบียนในกทม.และปริมณฑล มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 28,189 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 48 คิดเป็น 3.5% โดยพบว่า บ้านสร้างเองมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น มีจำนวนรวม 11,931 หน่วย เพิ่มขึ้น 25.3% เทียบกับปี 48 ขณะที่ตัวเลขของบ้านจดทะเบียนของผู้ประกอบการ มีจำนวนรวม 16,258 หน่วย ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกของปี 48 และเมื่อลงลึกถึงประเภทที่อยู่อาศัยโดยผู้ประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละตลาดดังนี้

ประเภทบ้านเดี่ยว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 8,017 หน่วย ลดลง 18.2% (เทียบ 9,801 หน่วย), บ้านแฝด มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 437 หน่วย เพิ่มขึ้น 9% (เทียบ401 หน่วย), ทาวน์เฮาส์ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,068 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.1% (เทียบ 4,646 หน่วย) และประเภทคอนโดมิเนียม มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,736 หน่วย ลดลง 4% (เทียบ2,849 หน่วย)

คาดว่าทั้งปี บ้านจดทะเบียนจะเพิ่มทุกประเภทไม่เกิน 68,000 หน่วย สัดส่วนประมาณ 70% จะมาจากผู้ประกอบการ แต่แนวโน้มที่อยู่อาศัยที่เกิดจากผู้ประกอบการทุกประเภทรวมกัน มีแนวโน้มลดลงประมาณ 8-10% โดยบ้านเดี่ยวที่จัดสรรจะชะลอตัวลงประมาณ 15-20%


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.