|

"คลัง-แบงก์ชาติ" ยันไม่ล้มดีลแผนจีอีซื้อหุ้นแบงก์กรุงศรีฯ คาดได้ข้อสรุปสัปดาห์นี้
ผู้จัดการรายวัน(17 สิงหาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
"ทนง พิทยะ" โปรยยาหอม ไม่ล้มดีล กรุงศรีฯ-จีอี แจงขอเวลาพิจารณารายละเอียดก่อนอนุมัติ ทั้งเรื่องของกฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติในแบงก์ และโครงสร้างผู้ถือหุ้น "หม่อมอุ๋ย" ไม่ขัดข้องยืนยันพิจารณาตามกฎหมายและแผนแม่บทการเงิน คาด 2 วันได้ข้อสรุป
"ทนง" ลังเลไม่กล้ารีบเซ็นควบแบงก์ "กรุงศรีฯ-จีอี"
นายทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เพิ่งได้รับรายงานเกี่ยวกับกรณีการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กับธนาคารจีอี มันนี่ เพื่อรายย่อย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จีอี แคปปิตอล เอเชียแปซิฟิก จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยจากรายงานที่ได้รับพบว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่เข้าใจไม่ตรงกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง จึงทำให้ยังไม่สามารถลงนามอนุมัติอย่างรวบรัดได้
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบเพื่อประสานงานให้ทั้งสองหน่วยงานได้มีการหารือกัน ให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันต่อไป อย่างไรก็ตามยืนยันว่า จะไม่มีการดึงเรื่องดังกล่าวให้ยืดเยื้ออย่างแน่นอน โดยมั่นใจว่าสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารจีอี มันนี่ ได้นี้ แต่ติดปัญหาที่ยังไม่ได้อนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงต้องเลื่อนกำหนดการแถลงข่าวออกไป นายทนงกล่าวว่า คงต้องขอโทษไปยังผู้บริหารของธนาคาร ที่เตรียมจัดให้มีการแถลงข่าวถึงเรื่องความร่วมมือดังกล่าวในช่วงบ่ายของวันที่ 16 ส.ค. เพราะเพิ่งจะได้รับรายงาน จึงต้องขอพิจารณาถึงรายละเอียดเล็กน้อย คาดว่าใช้เวลาไม่นานนัก" นายทนงกล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เรื่องความร่วมมือของธนาคารกรุงศรีอยุธยา และกลุ่มจีอี นายทนงได้รับรายงานมาถึงตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาไปพิจารณาเอกสารที่ได้รับ เพราะมีเนื้อหาสาระมาก แต่เนื่องจากในช่วงที่เป็นวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับเขามีภารกิจหลายอย่าง และต้องเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี จึงทำให้เพิ่งจะมีเวลาได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังในวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรมีเวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าวประมาณ 1 สัปดาห์
ซึ่งหลังจากพิจารณาแล้วพบว่า ยังมีประเด็นหลักสำคัญที่สองหน่วยงานต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ได้แก่ กรณีอำนาจการตัดสินใจอนุมัติการควบรวมกิจการดังกล่าว ว่าเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือเป็นอำนาจของ ครม. โดยหากสรุปได้ว่า เป็นอำนาจของรัฐมนตรี ก็สามารถลงนามได้ภายในต้นสัปดาห์หน้า แต่หากพบว่าเป็นอำนาจของ ครม. ก็จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 22 ส.ค.นี้ ต่อไป
นายทนง กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่สำคัญกรณีการกำหนดสัดส่วนถือครองหุ้นในธนาคารพาณิชย์ของต่างชาติ โดยได้มอบหมายให้ทั้งสองหน่วยงานไปพิจารณาในข้อกฎหมายตามมาตรา 5 ทวิ และมาตรา 5 เบญจ ของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ที่สองหน่วยงานยังมีการตีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่าสามารถให้ต่างชาติแต่ละรายถือหุ้นเกิน 5% ได้หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าว เปิดช่องไว้เพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในที่นี้จะต้องพิจารณาเหตุผลของ ธปท. ที่ต้องการให้มีการควบรวมกิจการเป็นหลัก
"ผมคงต้องขอโทษแบงก์ด้วย เพราะว่าผมเพิ่งได้รับรายงาน และวันนี้ (16 ส.ค.) เพิ่งมีการประชุมกัน โดยเห็นว่ายังมีรายละเอียดที่ต้องคุยกันอีกนิดหน่อย ซึ่งคุณชัยวัฒน์จะดูแลให้อย่างดีที่สุด ความจริงผมก็อยากให้ทำเสร็จในสัปดาห์นี้ แต่ก็ต้องรอเขาสรุปมาก่อน ผมว่าเรื่องนี้ คลังกับแบงก์ชาติควรเข้าใจให้ตรงกัน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมีการคุยกันมาก่อน แบงก์ชาติก็เสนอมาฝ่ายเดียว คลังก็ดูฝ่ายเดียว เลยบอกให้เอาสองฝ่ายมาคุยกัน แต่ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่นานหรอก จบได้แน่ๆ ไม่มีการล้มดีล" นายทนง กล่าว
อนึ่งมาตรา 5 ทวิ ตาม พรบ.การธนาคารพาณิชย์ฯ ระบุไว้ว่า "บุคคลใดจะถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ใดเกินร้อยละห้า ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์นั้นมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์นั้น รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่นได้ ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้"
ส่วนมาตรา 5 เบญจ ระบุว่า "ธนาคารพาณิชย์ต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใด รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผัน ให้มีจำนวนหุ้นหรือกรรมการเป็นอย่างอื่นได้ ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ไว้ด้วยก็ได้"
แบงก์ชาติไม่ขัดข้องแผนจีอีฯ ซื้อหุ้นกรุงศรีฯ คาดอีก 1-2 วัน ชัดเจน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แบงก์ชาติได้เสนอรายละเอียด และความคิดเห็นทั้งหมดของการขอเข้าซื้อหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาของกลุ่มบริษัทจีอีฯ ไปที่กระทรวงการคลังหมดแล้ว ซึ่งรายละเอียดการเสนอแผนก็เป็นไปตามที่กลุ่มจีอีฯ และธนาคารกรุงศรีฯ เสนอมา ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรยังเปิดเผยไม่ได้ เพราะเป็นมารยาท ต้องรอให้กระทรวงการคลังตัดสินใจก่อน ส่วนจะอนุมัติตามที่เสนอมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังพิจารณา เพราะขณะนี้หมดหน้าที่ของแบงก์ชาติแล้ว
"สิ่งที่เขาเสนอมาแบงก์ชาติก็ไม่ได้มีอะไรขัดข้อง คิดเห็นยังไงเราก็เขียนเสนอไปหมด เราเสนอไปตามที่ได้คุยกับกลุ่มบริษัทจีอีฯ และธนาคารกรุงศรีครั้งก่อนที่เขามาพบ แต่เรื่องนี้เราคงไม่พูดไปก่อนรัฐมนตรี คาดว่าคงต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ของคลังได้มีโอกาสดูรายละเอียดของเรื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะมีข้อสรุปออกมา" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ด้าน นางธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการ สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การจะอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นเกิน 25% ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะแบงก์ชาติส่งความเห็นทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่คงยังบอกไม่ได้ว่าเสนออย่างไร แต่ยืนยันว่าการพิจารณาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้อกฎหมาย คาดว่าอีกประมาณ 1-2 วันนี้ คงมีความชัดเจน ซึ่งการเข้ามาถือหุ้นของต่างชาติเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่ง และรองรับความเสียหายให้กับธนาคารพาณิชย์ได้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี
กรุงศรีฯ ออกหนังสือขอเลื่อนแถลงข่าว
นางชาลอต โทณวนิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารขอเลื่อนการแถลงข่าวความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์กับ จีอี มันนี่ ไปก่อน เนื่องจากเรื่องกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรอให้มีการพิจารณาอนุมัติเรียบร้อยก่อน จึงจะแจ้งวันและเวลาของการแถลงข่าวต่อไป
"เดิมธนาคารคาดการณ์ว่าจะได้รับอนุมัติจากกระทรวงคลัง ในการที่จีอี มันนี่ ได้แสดงความจำนงในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคาร ภายในวันที่ 15 สิงหาคม แต่เมื่อยังมีการพิจารณาอยู่ ธนาคารก็พร้อมที่จะรอเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกๆ ฝ่ายก่อน" นางชาลอตกล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การควบรวมกิจการของธนาคารกรุงศรีอยุธยากับธนาคารจีอี มันนี่ เพื่อรายย่อยนั้น ทางจีอีจะต้องคืนใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ให้กับธปท. เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของธปท.ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินจากต่างประเทศต้องเลือกสถานะใดสถานะหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ
ธปท.ได้ส่งเรื่องที่บริษัทจีอี แคปปิตอล เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เข้าไปซื้อหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังว่าจะพิจารณาต่อไป ส่วนรายละเอียดที่ธปท.นำเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ก็ยังเป็นไปตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (มาสเตอร์แพลน) ซึ่งเป็นแนวทางในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน
"หลังจากที่บริษัทจีอีฯ เข้าไปถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีฯ แล้ว ต้องคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อยกลับคืนมายังแบงก์ชาติ หลังจากนั้นจะดำเนินการยังไงต่อไปก็ต้องแล้วแต่ธนาคารจีอีมันนี่ เพื่อรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นการรวมกับธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงินอื่นแล้วยกระดับมาเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ หรือไปรวมกับสถาบันการเงินอื่นแล้วยกระดับตัวเองเป็นธนาคารพาณิชย์รายย่อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามต้องไม่กระทบต่อเงินฝากของลูกค้าเป็นสำคัญ"
อนึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบถึงมติของคณะกรรมการธนาคารที่เห็นชอบให้จัดสรรหุ้นสามัญใหม่แก่บริษัทจีอี แคปปิตอล เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งธนาคารขอชี้แจงว่า หุ้นที่คณะกรรมการธนาคารให้ความเห็นชอบในการจัดสรรครั้งนี้ เป็นหุ้นที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 92 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2549 ที่ได้อนุมัติหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 2,000 ล้านหุ้น
โดยที่ประชุมได้กำหนดให้เสนอขายแก่นักลงทุนในลักษณะเฉพาะเจาะจง หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบัน ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาข้อเสนอของบริษัทจีอี แคปปิตอล เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ที่เสนอซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวในราคาหุ้นละ 16.00 บาท ซึ่งจะเสริมศักยภาพในการแข่งขันของธนาคาร และสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประกอบการที่ดี จึงให้ความเห็นชอบในการจัดสรรหุ้นตามราคาที่เสนอดังกล่าวแต่จากสัดส่วนเข้าถือหุ้นสามัญ จำนวน 25% หรือ 16,000 ล้านบาทนั้น ทำให้บริษัทจีอี แคปปิตอล เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จะต้องได้รับอนุญาตจากธปท.เสียก่อน ซึ่งในขณะนี้บริษัทจีอี แคปปิตอล เอเชีย แปซิฟิค กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตจากทางธปท.
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|