|

ดัชนีตลาดเอ็มเอไอขยับต่อเนื่องรับการเมืองคลี่คลาย-ผลการดำเนินงานQ2
ผู้จัดการรายวัน(15 สิงหาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ mai ยังคงขยับขึ้นได้ต่อเนื่องจากกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นแต่ละตัวราคาเริ่มเคลื่อนไหวให้เห็นแล้ว หลังจากที่ทางการประกาศกำหนดวันเลือกตั้งออกมาอย่างชัดเจน หลายบริษัทที่เลื่อนการเข้ามาเทรดในกระดานคงจะมีให้เห็นบริษัทน้องใหม่ของตลาดนี้บ้าง ขณะที่กำหนดเวลาการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มทยอยออกมาแล้ว โดยพบว่าบริษัทบางแห่งกำไรโต และบางแห่งกำไรหดจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นมีการซื้อขายให้เห็นมากขึ้น
ภาวะการซื้อขายหุ้นที่เทรดในกระดานตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หรือ mai ในเดือนสิงหาคม พบว่ามีเข้ามาหนาแน่นจากช่วงก่อนหน้าที่ซื้อขายน้อย เพราะก่อนหน้าซื้อขายต่ำกว่า 30 ล้านบาท และดัชนีตลาดค่อยๆ ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมอย่างเห็นได้ชัด จากดัชนี 152.79 จุด มูลค่าซื้อขายเพียง 10.01 ล้านบาทเท่านั้น แต่หลังจากวันดังกล่าวดัชนีและมูลค่าซื้อขายก็ค่อยปรับเพิ่มขึ้นจนกลับมายืนเหนือ 161 จุดได้ เมื่อ 10 สิงหาคมปีนี้ ด้วยมูลค่าซื้อขาย 63.31 ล้านบาท อันเป็นผลจากราคาหุ้นในกระดานแต่ละตัวต่างพบว่ามีการซื้อขายน้อยมาก ขณะที่การซื้อขายแทบไม่เกิดขึ้นเลย แม้จะมีบางวันที่หุ้นบางตัวพุ่งขึ้นมาบ้างก็ตาม แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธในพระราชการกฤษฎีกา กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็น 15 ตุลาคมนี้ ก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายและตลาดหุ้นขานรับกลับมาอีกครั้ง
หุ้นในกระดาน mai ก็เช่นกัน ซึ่งนอกจากปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลงแล้ว ยังเป็นช่วงเดียวกันกับที่บริษัทจดทะเบียนต้องประกาศผลการดำเนินงานออกมา โดยขณะนี้มีการทยอยประกาศผลการดำเนินงานออกมาบ้างแล้ว ซึ่งพบว่ากำไรพุ่งและลดบ้างตามค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่บางบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นปีแรกด้วย
อย่างเช่น บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) (SALEE) ที่เพิ่งประกาศเข้าไปซื้อหุ้น บริษัท เอสซี วาโด จำกัด ด้วยสัดส่วน 75% ซึ่งบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนโลหะสำหรับยานยนต์ โดยเฉพาะ Hard Disk Drive (HDD) ซึ่งถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นของธุรกิจดังกล่าวด้วย และการลงทุนครั้งนี้บริษัทจะเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 2.5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่พร้อมหุ้นอีก 37 ล้านหุ้นที่ออกใหม่จะเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป ขณะนี้ยังไม่กำหนดราคาขาย และคาดว่าจะขายหุ้นได้ปลายปีนี้ โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ใช้ในการขยายงานดังกล่าว
ผลจากการลงทุนครั้งนี้ SALEE จะทำให้ เอสซี วาโด ขยายธุรกิจไปยังต้นน้ำคือการฉีดอลูมิเนียม โดยจะใช้ เงินเพิ่มทุนซื้อเครื่องจักรเพิ่มอีก 6 ตัว ด้วยงบลงทุน 115 ล้านบาท ซึ่งบริษัทนี้จะส่งรายได้ให้กับบริษัทแม่อย่าง SALEE ได้พอสมควร ซึ่งปี 50 คาดรายได้จาก เอสซี วาโดจะเข้ามาประมาณ 250 ล้านบาท และ SALEE ยังมีแผนที่จะนำบริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย และยังบอกไม่ได้ว่าจะเข้าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET) หรือ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอไอ (mai) โดยบริษัทตั้งเป้าโกยรายได้ปี 51 แตะ พันล้านบาท
ขณะที่หุ้นที่ขายถ่านหินอย่าง UMS หรือบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) ก็มีการซื้อขายเข้ามามากขึ้นตั้งแต่เดือนที่แล้ว แถมราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ว่าราคาจะปรับไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่หุ้นตัวนี้ถือว่าเป็นที่น่าจับตาของตลาดนี้ เพราะเป็นบริษัทที่ขายถ่านหิน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต่างก็หันมาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งการหันมาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแทนการใช้น้ำมัน จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายไม่ว่าน้อยใหญ่ต้องหันมาใช้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ผู้บริหาร UMS กล่าวไว้ว่าผลงานของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทจะพยายามสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตทุกปี เพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกันก็ต้องหาลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าเกิน 100 รายในปีนี้ และน่าจะได้เกินเป้าหมาย เนื่องจากผู้ประกอบหลายรายอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนเตาบอยเลอร์เพื่อใช้ถ่านหินแทนการใช้น้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนมิถุนายนที่หลายบริษัทไม่มีการซื้อขาย UMS เองก็ไม่พ้นเช่นกัน เนื่องจากภาวะตลาดโดยรวมซบเซาอันเป็นผลจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ แต่หลังจากมีการกำหนดวันเลือกตั้งออกมาแน่นอน เห็นได้ชัดว่าตลาดหุ้นกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง และหุ้นหลายตัวกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่หุ้นในกระดาน mai ซึ่งแม้จะด้อยกว่าตลาด SET แต่ก็ถือว่าตอบรับด้วยเช่นกัน เห็นได้จากมูลค่าซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมาจากก่อนหน้าพอสมควร แม้จะไม่ถึงร้อยล้านบาท แต่ก็นับว่าหนาแน่นกว่าเมื่อเดือนที่ผ่านมาและดัชนีก็ขึ้นมาเหนือ 160 จุดได้
โดยดัชนีตลาด mai ปรับขึ้นแต่ละครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทมีข่าวดีออกมา ส่งผลให้นักลงทุนตอบรับ โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินปันผล เช่นเดียวกับที่บริษัท ซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด (มหาชน) (CMO) หลังประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่กำไรสุทธิเติบโตขึ้นมาจากงวดเดียวกันของปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด แถมยังประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลถึง 20 สตางค์ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทนี้จ่ายปันผลครั้งเดียวงวดสิ้นปีเท่านั้น รวมทั้งแผนการรุกเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศเพื่อหวังที่จะดันรายได้ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องได้ จึงทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมารับข่าวทันที และมูลค่าการซื้อขายพรวดขึ้นมาเป็นตัวนำตลาดของหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดของวันนั้นทันที
ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นในกระดาน mai ต่างก็มีปรับขึ้นลงบ้างขึ้นอยู่กับภาวะตลาด แต่ระยะนี้จะเห็นโดดเด่นขึ้นมาอีกตัวหนึ่งคือ CPR หรือบริษัท ซีพีอาร์ โกมุ อินดัสเตรียล จำกัด (มหาชน) ที่ราคาซื้อขายบวกขึ้นมาให้เห็นประปรายแม้ว่าจะไม่ทุกวัน รวมทั้งหุ้นของ LVT หรือ บริษัท แอลวี เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ที่พบว่าหุ้นตัวนี้ส่วนใหญ่ราคาบวกเกือบทุกวัน ถือเป็นหุ้นตัวหนึ่งของกระดาน mai ที่มีความเคลื่อนไหวของราคาซึ่งแต่ละวันเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแปลงให้เห็นตลอด รวมทั้งวอร์แรนต์ของบริษัทแห่งนี้ด้วย โดยส่วนมากจะพบว่าหากตัวแม่บวกตัววอร์แรนต์ก็จะบวกตามทุกครั้งเช่นกัน
ดังนั้น หุ้นหลายตัวที่มีความเคลื่อนไหวของราคาหลังจากที่นิ่งงันระยะหนึ่ง อาจเนื่องมาจากเพราะนักลงทุนเข้ามาให้ความสนใจ เพื่อรอคอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่กำลังจะทยอยประกาศออกมาในอีกไม่กี่วันนี้ และหลายบริษัทก็ประกาศผลการดำเนินงานออกมาบ้างแล้ว อย่าง บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TPAC ที่ผลงานไตรมาส 2 กำไรสุทธิเพิ่มจาก 9.23 ล้านบาท เป็น 14.90 ล้านบาท ในปีนี้ ส่วนบริษัท ซี ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจากเดิม 13.36 ล้านบาทเหลือ 8.08 ล้านบาท อันเป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และบริษัท ไลท์ติ้งแอนด์อีควิปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E ที่ผลงานไตรมาสนี้ก็เติบโตจากเดิมที่มีกำไรสุทธิ 9.97 ล้านบาทเป็น 14.40 ล้านบาท อันเป็นผลจากการที่บริษัทฯ ได้ขายโคมไฟที่สั่งทำพิเศษสำหรับงานโครงการบางแห่งซึ่งมีอัตรากำไรเบื้องต้นมากกว่าโคมไฟทั่วไป ในขณะเดียวกันบริษัทฯได้เลิกผลิตสินค้ารางรองรับสายไฟซึ่งมีอัตรากำไรเบื้องต้นน้อย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2548 ทำให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรเบื้องต้นจากการขายเพิ่มขึ้นจาก 26% ในปีที่แล้วเป็น 30% ในปีนี้
ดังนั้นจะเห็นว่าผลงานที่เริ่มทะยอยออกมา ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้บางบริษัทจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาวัตถุดิบบ้างก็ตาม ดังนั้น ราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวไม่ว่าจะขึ้นหรือลงย่อมแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกลับมาเล่นบ้างแล้ว รวมทั้งการที่จะมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา น่าจะทำให้มีสีสันในตลาดหุ้นกลับมาอีกในช่วงปลายปีนี้
เพราะหากมีรัฐบาลที่ชัดเจนขึ้นมา การสานต่อหรือกำหนดนโยบายเพื่อลงทุนต่างๆ ตลอดจนการใช้จ่ายงบลงทุนก็น่าจะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งการที่หุ้นอีกหลายตัวที่เคยจ่อคิวเพื่อรอจังหวะที่จะขายหุ้นเพื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะมีเพิ่มขึ้นด้วย เพราะผู้บริหารหลายบริษัทยังไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงรอจังหวะที่จะเข้ามา ซึ่งเชื่อว่าหากเป็นเช่นนั้น ช่วงปลายปีก็น่าจะเห็นหุ้นน้องใหม่เข้ามาเทรดในกระดาน mai เพิ่มขึ้นด้วย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|