โอเชียนกลาสรุกตลาดแก้วไวน์ หวังชิงส่วนแบ่งตลาด 80%


นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

การดื่มไวน์เพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มสรรพสามิตสำหรับการนำเข้าไวน์ซึ่งจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยจาก 20% เป็น 40% ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ก็มีผลกระทบเพียงชะลอการขยายตัวของสินค้าประเภทนี้เท่านั้น

2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของตลาดไวน์โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 40% แต่ภายหลังการปรับภาษีซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นถึง 20% นี้ ก็ยังมีการคาดการณ์กันว่า ตลาดไวน์ไทยน่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ไม่น้อยกว่า 30% โดยมีมูลค่าตลาดรวมในปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี คาดว่าผลจากภาษีจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นในปีหน้า เนื่องจากผุ้นำเข้าไวน์ส่วนใหญ่จะมีสต็อกไวน์ไว้จำนวนหนึ่ง ทำให้ช่วงแรก ๆ หลังการปรับเพิ่มภาษีผู้นำเข้าก็ยังสามารถยืนราคาเดิมไว้ได้ และมาปรับราคาเพิ่มในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปลายปีพอดี

ผลของการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดไวน์นี้ ทำให้สินค้าประกอบไวน์ โดยเฉพาะแก้วไวน์มีอัตราการขยายตัวที่ดีตามไปด้วย

สุภาวัลย์ กันยาประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) ได้เล็งเห็นถึงการเติบโตของตลาดดังกล่าว รวมถึงเครื่องจักรของโอเชียนกลาสเองก็มีการเตรียมไว้สำหรับรองรับการผลิตเครื่องแก้วสเต็มแวร์หรือแก้วก้านอยู่แล้ว จึงอาศัยจังหวะเหมาะตรงนี้ลงทุนเพิ่มอีก 200 ล้านบาท เพื่อผลิตแก้วก้านสำหรับใช้กับเครื่องดื่มทุกประเภทขึ้น โดยเน้นที่รูปทรงการออกแบบและคุณภาพเป็นสำคัญ

"เราตั้งเป้ายอดขายทั้งในและต่างประเทศในปีแรกไว้ประมาณ 150-200 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% โดยบริษัทมีกำไรการผลิตแก้วก้านนี้ปีละประมาณ 9 ล้านชิ้น" ซึ่งเมื่อผลิตและจำหน่ายแก้วก้านแล้ว ก็จะทำให้โอเชียนกลาสเป็นบริษัทผู้ผลิตภาชนะเครื่องแก้วสำหรับใช้บนโต๊ะอาหารครบทุกประเภท สุภาวัลย์กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทในช่วงแรกนี้จะมี 2 ประเภท คือ ประเภทฮ็อตเอ้นคัทติ้ง ซึ่งขอบปากแก้วจะหนา คงทน และประหยัด ส่วนประเภทที่ 2 เรียกว่า โคล์ดคัทติ้ง ซึ่งขอบปากแก้วจะบาง เรียบสนิท ให้สุนทรียภาพในการดื่มมากกว่า

ในช่วงแรกบริษัทจะออกผลิตภัณฑ์แก้วก้านมา 2 ชุด คือ ชุด BANQUET SERIES ซึ่งเนฮ็อตเอ็นคัทติ้ง มีอยู่ 3 แบบ เหมาะสำหรับใช้ในงานจัดเลี้ยงและบนโต๊ะอาหาร และอีกชุดหนึ่ง คือ BASIC SERIES ซึ่งเป็นโคล์ดคัทติ้ง ชุดนี้จะมี 12 แบบให้เลือก เหมาะสำหรับจัดโต๊ะอาหารแบบสากลนิยม ที่ต้องการความพิถีพิถันในการเลือกใช้แก้วให้มีความเหมาะสมกับเครื่องดื่ม

"ในอนาคตเราจะพยายามออกชุดแก้วไวน์ใหม่ ๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น จากที่ขณะนี้มีเพียง 2 ชุดเท่านั้น" สุภาวัลย์กล่าวพร้อมทั้งให้ความเห็นต่อภาวะการแข่งขันในประเทศว่า "การแข่งขันในประเทศตอนนี้มีมากขึ้น แต่ก็จะมีการแบ่งตลาดกันไป ซึ่งของเราก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีก็จะมีตลาดของตัวเอง การนำเข้าจากยุโรปอเมริกามากขึ้น จากผลของการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเครื่องแก้วลงจาก 55% ปีหน้าก็จะเป็น 30% แต่โดยเฉลี่ยราคาของเขายังแพงกว่าเรา แต่ถ้านำเข้าจากอินโดนีเซียก็จะมีส่วนกระทบบ้างแต่ไม่มาก"

เธอมองว่า การแข่งขันกับสินค้านำเข้า โอเชียนกลาสจะได้เปรียบในเรื่องของราคาที่ถูกกว่า แต่มีคุณภาพที่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ขณะที่ตลาดในประเทศนั้นจะได้เปรียบในเรื่องของคุณภาพที่ดีกว่า เพราะมีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต

ปัจจุบัน โอเชียนกลาสผลิตแก้วทุกชนิดทั้งหมดประมาณปีละ 120 ล้านชิ้น โดยมีสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 55% และ 45% ตามลำดับ

สำหรับมูลค่าตลาดรวมของตลาดเครื่องแก้วในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 700-800 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า โดยมีแนวโน้มการขยายตัวของตลาดประมาณ 5-10% ต่อปีจากมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด

ทั้งนี้ สุพจน์ ศรีอุดมพร ผู้จัดการทั่วไปของโอเชียนกลาส เปิดเผยว่า ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น บริษัท โอเชียน ซาซากิกลาส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างโอเชียนกลาส และบริษัทซาซากิกลาส ของญี่ปุ่น ถือในสัดส่วน 90% และ 10% ตามลำดับ จะเป็นผู้ดูแล โดยมีตลาดหลัก ๆ อยู่ 4 ภูมิภาค คือ ตลาดเอเชีย เช่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นต้น ตลาดยุโรป ตลาดเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และตลาดที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ส่วนตลาดในประเทศนั้น โอเชียนกลาสจะดูแลโดยตรง ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ 3 ตลาด คือ ตลาดผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคารต่าง ๆ และธุรกิจบันเทิง ตลาดธุรกิจค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของโอเชียนกลาสมีจำหน่ายในเกือบทุกห้าง ทุกสาขา และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ คือ ตลาดพรีเมียม หรือกลุ่มที่ซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องแก้วไปเพื่อการโปรโมตสินค้า แจกแถม เป็นต้น

ปัจจุบันตลาดพรีเมียมสามารถทำรายได้เข้าบริษัทได้ประมาณ 40% ของรายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม โอเชียนกลาสมีนโยบายที่จะรุกตลาดโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกให้มากขึ้น และลดสัดส่วนตลาดพรีเมียมลง เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูง

สุภาวัลย์ ชี้แจงว่า "ถ้าเป็นไปได้เราพยายามลดในส่วนของตลาดพรีเมียมลง เพราะเป็นตลาดที่ไม่แน่นอน อย่างปีนี้ซื้อ ปีหน้าอาจจะไม่ซื้อ เช่น โกดัก ปีที่แล้วซื้อ ปีนี้อาจจะไม่ทำแคมเปญ แต่เราก็พยายามที่จะเปลี่ยนไปยังสินค้าอื่น ๆ ด้วย คงไม่ใช่เฉพาะตลาดฟิล์ม เป๊ปซี่ โคล่า เท่านั้น"

เธอ กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในอนาคตของโอเชียนกลาสด้วยว่า นอกจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทอาจจะมีการเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตอยู่กว่า 90% แล้ว

อย่างไรก็ตาม การขยายการลงทุนในอนาคต บริษัทยังคงจะเน้นในเรื่องของเครื่องแก้วต่อไป เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ถนัด เธอกล่าวตบท้าย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.