|

Contrast
นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขและต้องจูงมันออกไปเดินเล่นตามชนบทหรือท้องทุ่งย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า จะได้พบเจอก็แต่กระต่าย กระรอกแล้วก็คนรักสุนัขด้วยกัน
แต่สำหรับ Lauren Sara แล้ว เธอโชคดีกว่านั้นมาก ขณะจูงเจ้า Charlotte สุนัขพันธุ์ German shepherd ออกเดินเล่นตามปกติในวันหนึ่งก็ได้พบคฤหาสน์สร้างด้วยหิน ตรงบริเวณท้ายหมู่บ้านใกล้ Philadelphia แม้ว่ามันจะปกคลุมด้วยเถาองุ่น วัชพืช และเถาไม้เลื้อยนานาพันธุ์จนแลดูรกไปหมด แต่นั่นคือสิ่งล้ำค่าสำหรับ Sara เลยล่ะ มันเหมือนการได้เดินมาพบกับสิ่งมหัศจรรย์เหมือนที่เคยอ่านในหนังสือนิทานสมัยเด็ก ที่สำคัญเธอมองทะลุความรกร้างเข้าไปเห็นความสวยงามที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน และเมื่อลองหมุนตัวมองไปรอบๆ ป่าและทุ่งหญ้าแถบนั้น ก็ได้พบองค์ประกอบทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนตามที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ว่าง ความเงียบสงบ และโรงนาสำหรับเลี้ยงม้าที่เธอโปรดปราน
แต่เมื่อได้เหยียบย่างเข้าไปในตัวบ้านโบราณที่สร้างเมื่อปี 1937 Sara ก็ต้องลดความลิงโลดใจลงไปโขเลยทีเดียว
"งานออกแบบข้างในน่าเกลียดจนฉันคิดว่าต้องรื้อออกให้หมด เพราะพื้นที่ในบ้านถูกซอยย่อยแล้วกั้นเป็นห้องเล็กๆ เต็มไปหมด บริเวณห้องใต้ถุนก็มีน้ำขังลึกถึง 18 นิ้ว จุดที่ควรจะทำเป็นห้องครัวก็กลายเป็นห้องคนรับใช้ ตามผนังห้องก็อับชื้นจนราขึ้นเกาะหนาน่าขยะแขยง"
กระนั้นก็ตาม นักออกแบบแฟชั่นชุดคลุมท้องของหนังสือ Expecting Style อย่าง Sara หาได้ถอดใจง่ายๆ กับปัญหาและอุปสรรคที่ได้เจอะเจอ เธอเข้าไปบูรณะคฤหาสน์หลังโปรดด้วยความเชื่อมั่น เริ่มต้นจากการฟันเถาองุ่นและเถาไม้เลื้อยทิ้งจนหมด ตามด้วยการสูบน้ำที่ขังในห้องใต้ถุนออกจนแห้ง ส่วนราที่ขึ้นตามผนังห้องก็ไม่ได้เป็นปัญหาน่าหนักใจอีกต่อไป เมื่อเธอตัดสินใจทุบผนังห้องออกเกือบทั้งหมด เหลือไว้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
Sara บอกว่า เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านที่แลดูเหมือนห้องเพดานใน Tribeca
ดังนั้น นอกเหนือจากห้องของตัวเธอเองและของลูกชายวัย 13 และ 6 ขวบแล้ว เธอยังต้องการพื้นที่ว่างสำหรับโชว์คอลเลกชั่น American folk art ด้วย ในจินตนาการของเธอมันต้องเป็นห้องแสดงที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแกลเลอรี่ที่ไม่ต้องการฉากหลัง เพียงแต่ทาผนังห้องด้วยสีขาวบริสุทธิ์ เพื่อให้ผลงานศิลปะลอยเด่นขึ้นมาก็พอ พูดง่ายๆ คือ Sara ต้องการให้บ้านหลังนี้โชว์แนวทาง superminimalism อย่างเด่นชัดเต็มที่
Sara ต้องร่วมงานใกล้ชิดกับสถาปนิก Jeanne Scandura และ Tony Crane เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถือเป็นงานหินให้ได้
Tony Crane จึงพูดถึงลูกค้าของเขาว่า "Sara เป็นลูกค้าที่มีวิสัยทัศน์ของตัวเองชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา เธอไม่ต้องการอะไรที่มีขอบเขตหรือกรอบ เช่น ผนังสีขาวก็ต้องไม่มีแผ่นบัวเชิงผนัง (baseboards) ที่สูงขึ้นจากพื้น 20 ฟุตก็ต้องทำให้แลดูเหมือนลอยตัวอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรค้ำพยุงเอาไว้ พื้นห้องที่ปูด้วยไม้ไผ่ก็ให้ทาสีดำไม้มะเกลือจนดูไม่ออกเลยว่าแท้จริงแล้วมันเป็นพื้นไม้ไผ่ ทุกคนพากันคิดว่า minimalism หมายถึงราคาถูก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย minimalism เน้นเรื่องการไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด"
มีถึง 2 ครั้ง 2 คราที่ Tony Crane ต้องเกลี้ยกล่อมให้ Sara ยอมรับว่า งานออกแบบของ minimalist ก็ต้องเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น Sara ต้องการให้ประตูของตู้ที่อยู่ใต้เคาน์เตอร์ในห้องครัวอยู่ในระดับต่ำเกือบติดพื้นคือสูงขึ้นจากพื้นเพียง 3 ใน 4 นิ้ว แทนที่จะสูงขึ้นจากพื้นตามมาตรฐาน 4 นิ้วซึ่ง Crane ต้องโต้แย้งและอธิบายให้เธอเข้าใจว่า ถ้าประตูตู้อยู่ในระดับต่ำขนาดนั้น เมื่อเปิดประตูตู้ มันจะกระแทกนิ้วหัวแม่เท้าของเธอทุกครั้ง ในที่สุด ทั้งสองก็พบกันครึ่งทาง ยอมให้ประตูตู้สูงจากพื้น 2 นิ้ว ซึ่งเมื่อเปิดประตูตู้มันจะอยู่เหนือระดับนิ้วหัวแม่เท้าแบบฉิวเฉียดพอดี
เมื่อลงมาที่งานออกแบบ Sara โปรดปรานสีตัดกันของขาว-ดำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ที่ดูเหมือนจะทำให้เธอสุขใจเป็นที่สุดคือ การทำให้สไตล์บ้านคันทรี่ของ Pennsylvania แบบดั้งเดิมตัดกับการตกแต่งภายในสไตล์ทันสมัยเฉียบตามแบบฉบับของบ้านในนครใหญ่ทั่วโลก
"ฉันชอบบรรยากาศที่ตัดกันฉึบฉับเป็นที่สุด เมื่ออยู่นอกตัวบ้าน คุณจะอยู่ในสภาพแวดล้อมของบ้านเก่าแก่ใน Pennsylvania แต่เมื่อเปิดประตูกระจกสไตล์โมเดิร์นเข้ามาในตัวบ้านปั๊บ คุณจะเข้ามาอยู่ในห้องที่เป็นพื้นที่ของแกลเลอรี่ที่ใช้จัดแสดงศิลปะ folk art อันสวยงามน่าประทับใจทันที" Sara ให้รายละเอียดของรสนิยม contrast ของตัวเธอเอง
นิสัยขี้เล่นแบบคนมีอารมณ์ขันพอๆ กับการเป็นคนเอาจริงเอาจังของ Sara ยังสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดในงานตกแต่งบ้านหลังโปรด เห็นได้จากเก้าอี้รูปทรงสุดประหลาดที่เธอประดับไว้ในห้องนอนและตั้งตรงจุดที่สะดุดตาทันทีที่เหยียบย่างเข้าไป เจ้าของห้องและเจ้าของไอเดียเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นเก้าอี้ Windsor ที่ผลิตปี 1800 โดยประมาณ ตรงเท้าแขนสามารถใช้เป็นที่เขียนหนังสือทั้งสองข้าง อาจเป็นไปได้ว่า เก้าอี้ตัวนี้ผลิตขึ้นให้คนถนัดมือซ้ายหรือมือขวาใช้งานก็ได้ (ดูภาพประกอบ)
(เก้าอี้ Windsor เป็นเก้าอี้ไม้แบบเรียบๆ ได้รับความนิยมมากทั้งในอังกฤษและอเมริกายุคศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเฉพาะคือ ที่นั่งกว้างแบนเรียบ ขาเก้าอี้ทั้งสี่กางออกจากกัน และพนักพิงทำด้วยไม้เป็นซี่ๆ โปร่งตา)
ในห้องนั่งเล่นก็ประดับด้วยกล่องใส่ธัญพืช (cereal box) และแกนเสียบม้วนกระดาษชำระที่ Sara แสนจะภาคภูมิใจที่ได้นำมาตั้งโชว์ เพราะเป็นงานฝีมือของลูกชายคนโต เขาทำขึ้นขณะอายุเพียง 4 ขวบ
Sara ซื้อบ้านหลังนี้พร้อมที่ดินโดยรอบอีก 12 เอเคอร์ ซึ่งในตอนนั้นมีสภาพเป็นป่ารกสิ้นดี เธอจึงว่าจ้างให้ Edwina von Gal นักออกแบบภูมิทัศน์เข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศที่มีความร่มรื่นและแลดูมีระเบียบ
"ตอนนั้นตัวบ้านไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับสภาพข้างนอกเลย" von Gal เล่า จึงออกแบบให้มีเทอเรซทอดออกไปทางด้านหลังของบ้าน บริเวณลานบ้านที่เป็นทางเข้า ก็ปล่อยให้ต้น locust ซึ่งออกดอกขาวสะพรั่งขึ้นเป็นไม้ประดับสวยงาม พร้อมกับปรับพื้นที่ซึ่งเป็นเนินสูงบดบังโคนต้น locust ให้เรียบเพื่อโชว์ต้นไม้ดอกขาวสวยนี้เต็มที่
เพราะเหตุที่ von Gal เองก็เป็น minimalist เช่นเดียวกับ Sara จึงให้คำแนะนำกับเธอว่า ไม่จำเป็นต้องปลูกไม้พุ่มล้อมรอบตัวบ้านเหมือนกับที่บ้านส่วนใหญ่ทำกัน ซึ่ง Sara เห็นด้วยทันทีและทิ้งท้ายด้วยความสุขสมหวังว่า
"ตอนตกลงใจซื้อ บ้านหลังนี้ก็สวยมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่แลดูธรรมดาๆ ไปหน่อยเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ความเรียบง่ายกลับเสริมให้คฤหาสน์หลังนี้แลดูสงบแต่หรูสง่าอย่างบอกไม่ถูก"
แปลและเรียบเรียงโดย ดรุณี แซ่ลิ่ว
จากนิตยสาร Architectural Digest/June 2006
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|