|

แอร์เอเชียจุกพิษน้ำมันกำไรวูบ
ผู้จัดการรายวัน(21 กรกฎาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
"แอร์เอเชีย" จุก พิษน้ำมันทำยอดกำไรวูบ ลดเหลือ 2-3% ของรายได้ ปากแข็งยังไม่รีบปรับขึ้นราคาตั๋ว หรือค่าธรรมเนียมน้ำมัน ขอรอดูสายการบินรุ่นใหญ่ก่อน ขณะที่ความคืบหน้าการขอสร้างโลว์คอสต์เทอร์มินัล หลังการท่าอากาศยานไฟเขียวแล้ว เล็งเสนอขอลดอัตราค่าบริการในสนามบิน ระบุประเทศอื่นๆ ก็แยกเก็บคนละอัตรา
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) แอร์เอเชีย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทฯ แล้ว โดยคาดว่าถึงสิ้นปีนี้สัดส่วนกำไรจากการประกอบธุรกิจจะลดลงเหลือเพียง 2-3% ของรายได้ ซึ่งปกติแล้วธุรกิจสายการบินโลว์คอสต์ จะมีสัดส่วนกำไรอยู่ที่ประมาณ 10% ของรายได้ ซึ่งในปีนี้ ในส่วนของจำนวนการขนส่งผู้โดยสารตลอดทั้งปี มั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 3 ล้านคน มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท แต่ในส่วนของผลกำไรต้องลดลงอย่างแน่นอน แต่ไม่ถึงกับขาดทุน โดยในปีก่อน แอร์เอเชียขนส่งผู้โดยสารรวมทั้งปีที่ 1.8 ล้านคน มีรายได้ 2,400 ล้านบาท
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา สายการบินโลว์คอสต์รวม 3 สาย ได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันไปแล้วอีก 100 บาท ทำให้ ณ วันนี้ ผู้โดยสารในประเทศต้องจ่ายค่าธรรมเนียมน้ำมันในราคา 400 บาทต่อที่นั่ง และในเส้นทางต่างประเทศ 600 บาทต่อที่นั่ง แต่เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงปรับราคาขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้มีราคาเกือบ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ทำให้ต้นทุนน้ำมันที่ใช้สำหรับการบินของแอร์เอเชียเพิ่มขึ้นอีกราว 12% นับจากวันที่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันครั้งล่าสุด
ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้มีการหารือร่วมกันของ 3 สายการบินโลว์คอสต์ คือ แอร์เอเชีย นกแอร์ และวันทูโก ที่จะมีการปรับขึ้นราคา โดยมองว่า หากต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันไปเรื่อยๆ สักวันคงมีราคามากกว่าค่าตั๋วโดยสาร ดังนั้นก็จะต้องพิจารณาดูก่อนว่า จะขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าธรรมเนียมน้ำมัน รวมถึงดูท่าทีของสายการบินใหญ่ๆ ด้วย ซึ่งในส่วนของแอร์เอเชียไม่ได้รีบร้อน เพราะ ณ ขณะนี้ บริษัทก็ยังมีกำไรอยู่บ้างแม้เพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการย้ายสนามบินไปสุวรรณภูมิ ล่าสุดทางกรมขนส่งทางอากาศ และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ยินยอมที่จะสร้าง โลว์คอสต์ เทอร์มินัล แล้ว โดยขณะนี้ต่อไป ทั้ง 3 สายการบินโลว์คอสต์ก็จะเป็นฝ่ายรวบรวมข้อมูลไปให้แก่การท่าอากาศยานเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องของจำนวนการขนส่งผู้โดยสารต่อปี เพื่อไปประกอบการกำหนดพื้นที่และขนาดของอาคาร โดยจากข้อมูลที่ส่งไปแล้ว ระบุว่า ในปีนี้ 3 สายการบินโลว์คอสต์น่าจะขนส่งผู้โดยสารได้รวมประมาณ 5 ล้านคน แบ่งเป็น แอร์เอเชีย 3 ล้านคน นกแอร์ 1 ล้านคน และ วันทูโก 1 ล้านคน ซึ่งปีหน้าจะเพิ่มเป็น 7 ล้านคน และเพิ่มเป็น 10 ล้านคนในปีต่อไป
ขณะเดียวกันในส่วนของค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จะต้องเสียให้แก่สนามบิน รวมถึงค่าแลนด์ดิ้ง ก็ต้องเรียกเก็บกับสายการบินโลว์คอสต์ในสัดส่วนที่ลดหลั่นลงมา เช่น ในประเทศสิงคโปร์ ในส่วนของ โลว์คอสต์ เทอร์มินัล เขาเก็บค่าภาษีสนามบิน ที่อัตรา 7 เหรียญสหรัฐต่อคน ส่วนสายการบินปกติเขาจะเก็บที่อัตรา 13 เหรียญสหรัฐต่อคน ซึ่งตรงนี้จะช่วยเรื่องต้นทุนให้แก่ธุรกิจโลว์คอสต์ได้มาก
นายทัศพลกล่าวอีกว่า แผนดำเนินธุรกิจของบริษัท ล่าสุดได้เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพ-ย่างกุ้ง เริ่มบินในวันที่ 16 ส.ค.49 นี้ วันละ 1 เที่ยวบิน คาดว่าเบื้องต้นจะสามารถขนผู้โดยสารต่อเที่ยวได้มากถึง 80-89% อย่างแน่นอน เนื่องจากแอร์เอเชียเล็งเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งเป็นอีกเดสสิเนชั่นหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางเข้าไป หลังจากที่มาหยุดพักเที่ยวที่เมืองไทยแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มแบคแพกเกอร์และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เพื่อตอกย้ำนโยบายการรุกตลาดอินโดจีน บริษัทยังได้เร่งเจรจากับอีกหลายเมืองท่องเที่ยวสำคัญเพื่อจะเตรียมเปิดเส้นทางใหม่ อาทิ เวียงจันทร์ โฮจิมินทร์ และ มัณฑาเลย์ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา น่าจะทยอยเปิดได้ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ส่วนเส้นทางที่เปิดไปแล้วเมื่อตอนต้นปี ได้แก่ พนมเปญ และ ฮานอย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|