ชาตรี โสภณพนิช "แบงก์ไม่เคยคาดคั้นเลยว่าจะต้องให้มาชำระเงิน"


นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2538)



กลับสู่หน้าหลัก

"ผมรู้จักกับดำริห์มา 20 กว่าปีแล้ว ซ่งพ่อผมกับพ่อเขาก็รู้จักกันมาก่อน เรื่องที่กิดขึนนี้ผมเสียใจมาก ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะค่อย ๆ แก้ไขไป ไม่น่าจะเอาชีวิตตัวเองเข้าไปแลกเพระาโดยปกติดำริห์เขาเป็นคนกล้าหาญและสู้งานนะ" นี่คือ คำกล่าวของชาตรี โสสภณพนิช

ตระกูลก่อนันเกียรติ คือลุกค้าเก่าแก่ที่สุดรายหนึ่งของแบงก์กรุงเทพ นับตั้งแต่สายสัมพันธ์ระหว่างชิน โสภณพนิช กับเจ้าสัวกิจจา ก่อนันทเกียรติ บิดาของดำริห์ ซึ่งเป้นพ่อค้าใหญ่ค้าข้าว เจ้าสัวของบริษัททวีแสงไทย บนถนนทรงวาด และเอเยนต์ใหญ่สุราไทยและสุราขาว

สายสัมพันธ์อันนานมากชั่วอายุคนหนึ่ง บนรากฐานแห่งธุรกิจค้าข้าวแบบพ่อค้าคนจีน แบงก์กรุงเทพกลายเป็นสถาบันการเงินหลักที่ยูนิคอร์ดกู้เงินพื่อให้เป็นทุนหมุนเวียน ล่าสุดยอดหนี้คงค้างประมาณหนึ่งพันล้านบาท โดยเงินต้นราว 800 ล้านบาท ที่เหลือเป็นยอดดอกเบี้ยค้างรับ

ความเคลื่อนไหวในการชำระหนี้ของยูนิคอร์ดยังเป็นปัญหาเพราะที่ผ่านมา ดำริห์ได้ขอไฟแนนซ์อยู่บ้าง โดยมีเงื่อนไขขอกู้เงินไปหมุนเวียนกิจการบริษัท และแม้สิ้นดำริห์ไปแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้และหาทางออกสำหรับการขาดทุนของบริษัทยูนคอร์ดนี้ เป็นภารกิจใหญ่ที่เจ้าหนี้ในประเทศอย่างแบงก์กรุงเทพ สามารถทำได้ขณะนี้คือการผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป จนกว่ามีความสามารถหาผู้บริหารที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในธุรกิจยักษ์ใหญ่นี้ และสามารถขยายกิจการเจ้าปัญหาอย่างบัมเบิ้ลบีออกไปได้แม้จะต้องขายต่ำกว่าราคาที่เคยตั้งไว้จำนวน 155 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม ซึ่งจะช่วยลดภาพดอกเบี้ยลงได้ประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาทและหนี้สินก็สาามารถลดหย่อนได้อีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

"แบงก์กรุงเทพไม่เคยคาดคั้นเลยว่าจะต้องให้มาชำระคืนเพียงแต่ขอให้ชำระคืนเป็นระยะ ๆ เท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการทำงาน และยูนิคอร์ดไม่ได้เป็นหนี้ที่แบงก์กรุงเทพเพียงแห่งเดียว แบงก์อื่น ๆ ก็มี" ชาตรีกล่าว เสมือนว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมากล่าวหาว่าการเร่งรัดหนี้สินของแบงก์กรุงเทพคือชนวนเหตุร้ายครั้งนี้



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.