"ชนิตร"ฝันค้างหุ้นเข้าmaiพลาดเป้าครึ่งปีแรกTRTเทรดรายเดียวแถมราคาหลุดจอง


ผู้จัดการรายวัน(12 กรกฎาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

ชนิตร ยังไม่อาจดันให้ตลาดหุ้น mai โดดเด่นขึ้นมาได้ แม้เวลาผ่านไปครึ่งปีแล้ว และเป้า 15 บริษัทที่จะเดินหน้าเข้ามาขายหุ้น IPO อาจคลาดเคลื่อนตามเคย เพราะขณะนี้มีหุ้นน้องใหม่ TRT ตัวเดียวที่ฝ่ามรสุมเข้ามาเทรด แต่ไม่อาจรอดพ้นวิกฤตได้ ทำให้หุ้นปิดต่ำกว่าราคาจอง ส่วน “ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม ” เลื่อนจากการขายหุ้น IPO จากไตรมาส 2 เป็นปลายปีนี้ผลจากปัจจัยทางการเมือง ตลาดหุ้นผันผวนและภาวะเศรษฐกิจที่ซึมลึก

ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ยังคงซบเซาต่อเนื่อง ไม่ขานรับกรรมการผู้จัดการคนใหม่อย่าง “ชนิตร ชาญชัยณรงค์” ที่ก้าวมารับตำแหน่งตั้งแต่มกราคมปี 2549 และมีแผนที่จะผลักดันให้ตลาดนี้ดูดีขึ้นตามลำดับ พร้อมอ้าแขนรับบริษัทน้องใหม่เข้ามาต่อเนื่อง ทำให้มีการทบทวนและลดเป้าบริษัทจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอปีนี้เหลือเพียง 15 บริษัท จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้สูงถึง 40 บริษัท แต่ครึ่งปีผ่านมาพบว่ามีบริษัทเข้ามาซื้อขายเพียง 1 บริษัทเท่านั้น

ทั้งที่เมื่อครั้งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ ชนิตร ยังไม่มีการทบทวนเป้าของบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียน แต่สุดท้ายก็ต้องปรับลด และยอมรับว่าปัจจัยลบในด้านการเมือง ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าจดทะเบียนของบริษัทหลายแห่ง

ขณะที่การจัดตั้งกองทุนเอ็มเอไอ แมทชิ่งฟันด์ ซึ่งมีมูลค่ากองทุน 1 พันล้านบาทนั้น แม้ว่าจะมีกองทุนเพื่อการร่วมลงทุนหรือเวนเจอร์แคปปิตอล ที่แสดงความสนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรและติดต่อจำนวนมากกว่า 10 ราย เนื่องจาก เวนเจอร์แคปปิตอลแต่ละรายนั้น จะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันและให้ผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน โดยเวนเจอร์แคปปิตอลจะนำเงินจากกองทุนเอ็มเอไอ แมทชิ่งฟันด์เข้าไปลงทุนในบริษัทที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งได้กำหนดว่าการลงทุนในแต่ละบริษัทนั้นจะไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยคาดว่าภายในระยะเวลา 2-3 ปีจะใช้เงินจากกองทุนมากกว่า 50% ของมูลค่ากองทุน ส่วนที่เหลือก็จะนำไปสำรอง ในกรณีที่บริษัทที่กองทุนเข้าไปถือหุ้นได้มีการเพิ่มทุน ซึ่งจะนำเงินที่สำรองไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว

นางสาวปฐมาพร ไชยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัททรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมเพื่อร่วมลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Venture Capital Fund) เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้ส่งผลให้แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ของ 2 บริษัท ซึ่งประกอบด้วย บริษัท แจเปน เรนท์ (ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) ซึ่งยังรวมอยู่ในกลุ่มที่กองทุนรวม เพื่อร่วมลงทุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Venture Capital Fund) ของ บลจ.วรรณ สนใจเข้าลงทุนด้วยในสัดส่วน 10% ทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนภายหลังการร่วมทุน เป็นจำนวน 66.67 ล้านบาท และยังมี บริษัท โกลเด้นมายด์ เซอร์วิส จำกัด ที่กองทุนร่วมลงทุนอยู่ประมาณ 39 ล้านบาท หรือ 16.6% ต้องเลื่อนออกไปจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายจะเข้าจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้

นอกจากนี้แล้ว การที่mai เข้าร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติเพื่อผลักดันธุรกิจแอนิเมชั่นและมัลติมีเดีย อันเป็นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่งเป็นธุรกิจเป้าหมายของ mai เห็นถึงประโยชน์และใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางการระดมทุน โดย mai จะสนับสนุนการระดมทุนของธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นภาพออกมา

แม้ความพยายามของชนิตร จะต้องการเห็นบริษัทใหม่ ๆ เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น ซึ่งจนกระทั่งวันนี้ย่างเข้าเดือนที่ 7 หรือกว่าครึ่งปีแล้ว พบว่ามีเพียง บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) (TRT) ที่กล้าลุยไฟเข้ามาเทรด แต่ก็ไปไม่รอด เพราะเทรดวันแรกก็พบว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาจองโดยปิดตลาดพบว่าราคาหุ้นต่ำจองปิดที่ 5.40 บาท ขณะที่ราคาIPO อยู่ที่ 5.75 บาท

ทั้งนี้ ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ mai นับวันจะแผ่วลง ๆ บวกกับมูลค่าการซื้อขายที่ลดลง ๆ บางวันตลอดทั้งวันซื้อขายกันไม่ถึง 10 ล้านบาท โดยเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ในช่วงระหว่าง 30-70 ล้านบาท แม้อาจมีบางวันที่ซื้อขายกันคึกคักขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายจนเหมือนมีนัยแต่อย่างใด ดัชนีที่เคยยืนอยู่เกือบ 200 จุด แทบจะไม่มีให้เห็นแล้วเพราะนับวันปรับลด โดยเดือนมกราคมดัชนีต่ำกว่า 160 จุด หลังจากนั้นก็พบว่าค่อย ๆ ขยับขึ้นไปเหนือ 170 จุด และแผ่วลงในเดือนพฤษภาคมจนปัจจุบันที่ต่ำกว่า 160 จุดแล้ว และมูลค่าซื้อขายก็ลดลงเรื่อย ๆ เหลือเพียงไม่กี่สิบล้านบาทเท่านั้น

เนื่องจากหุ้นยอดนิยมตัวนำตลาด mai 5 ตัวแรก ที่ปกติจะมีการมูลค่าการซื้อขายในระดับเกินกว่า 10 ล้านบาท แต่ปัจจุบันหุ้นตัวนำตลาดพบว่ามีการซื้อขายเพียง 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนหุ้นที่เคยเป็นตัวนำตลาดหลาย ๆ ตัวเริ่มนิ่ง และราคาหุ้นก็ลดลง และบางวันก็แทบจะไม่มีการซื้อขายหรือราคาไม่เคลื่อนไหว เดือนแต่ต้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าการซื้อขายช่วงเช้าเพียง 2.66 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ดัชนีตลาดmai อยู่ที่ 156.79 จุด บวกขึ้น 1.06 จุด ซึ่งเมื่อดูจากการซื้อขายพบว่ามีมูลค่าซื้อขายน้อยมาก แม้แต่หุ้นตัวนำตลาด 10 ตัวที่ก่อนหน้าเคยซื้อขายกันไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แต่ปีนี้แทบจะมีให้เห็นน้อยมากและช่วงกลางปีมานี้พบว่าอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาท และระยะหลัง ๆ แม้จะมีบางตัวเทรดเกิน 10 ล้านบาทบ้างก็เฉพาะเพียงหุ้นตัวแรก ๆ ที่นำตลาดเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าตลาด mai ซบเซาจากก่อนหน้านี้มาก จากเดิมที่ก็ไม่ได้คึกคักอย่างน่าชื่นชม

ส่งผลให้ บริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) จะระดมทุน 35 ล้านหุ้น พาร์ละ 1 บาท เพื่อขายให้ประชาชนทั่วไป 33 ล้านหุ้นและอีก 2 ล้านหุ้น จะขายให้กับกรรมการและพนักงานของบริษัท (ESOP) โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ขยายงานเป็นทุนหมุนเวียน เนื่องจากปัจจุบัน การขยายงานของภาคโรงงานอุตสาหกรรมและโรงพยาบาลตลอดจนห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ มีการขยายงานมากและเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทต้องหาเงินเพื่อรองรับการขยายงานของ

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้บริหารต้องการที่จะขายหุ้นเพื่อให้ได้เงินเข้ามาในไตรมาส 2 นี้ แต่หลังพบว่าปัจจัยรอบด้านและตลาดหุ้นซบเซาบวกกับความผันผวนที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องชะลอออกไปขายช่วงปลายนี้แทน คงต้องมาลุ้นกันต่อไปว่าช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดหลักทรัพย์ mai จะได้ต้อนรับหุ้นน้องใหม่อีกกี่ตัว


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.