"จักรมณฑ์"ชี้เป้าลงทุนปีนี้วูบ50%หดเหลือ4แสนล.


ผู้จัดการรายวัน(5 กรกฎาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

"จักรมณฑ์" มองเป้าหมายการลงทุนผ่านบีโอไอปีนี้เหลือแค่ครึ่งเดียวจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 7-8 แสนล้านบาทโดยหดเหลือแค่ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท หลังครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.)ขอรับส่งเสริมฯแค่ 1.8 แสนล้านบาทต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 53% ยันตัวเลขดังกล่าวไม่เลวร้ายเหตุปี 2548 มีโครงการขนาดใหญ่เข้ามามากแล้วทำให้ที่เหลือเป็นการลงทุนขนาดเล็ก ส่วนหอการค้าไทยประเมินเศรษฐกิจปีนี้หืดจับ คาดขยายตัว 3.8-4.1% เหตุส่งออกชะงัก ขาดดุลการค้าเพิ่ม และยังมีแนวโน้มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีก

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนครึ่งแรกของปี 2549 ว่ามีมูลค่า 183,000 ล้านบาทลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 53% เนื่องจากในปี 2548 โครงการใหญ่ๆ ได้เข้ามาลงทุนไปเกือบหมดแล้วทั้งกิจการโรงถลุงเหล็กกิจ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการพลังงานไฟฟ้าซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าถึงแสนล้านบาท ดังนั้นปีนี้คาดว่าการลงทุนจะมีการขอรับการส่งเสริมผ่านบีโอไอไม่เกิน 4 แสนล้านบาท

" ลงทุนครึ่งปีแรกอยู่ในระดับ 2 แสนล้านบาท ครึ่งหลังก็น่าจะอยู่ในระดับนี้แต่อาจจะต่ำกว่าก็ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยภาพรวมก็เลยคิดว่าน่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 4 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรเพราะเราต้องยอมรับว่าปีที่แล้วที่โตมากนั้นเป็นการลงทุนขนาดใหญ่มากๆ เข้ามาแต่ปีนี้จะเป็นโครงการลงทุนต่อเนื่องที่ใช้เงินไม่มาก"นายจักรมณฑ์กล่าว

สำหรับดัชนีการผลิตในภาคอุตสาหกรรมครึ่งปีนี้ขยายตัว 7.5% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ขยายตัว 3.7% คาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของภาคอุตสาหกรรมหรือ GDP ภาคอุตสาหกรรมทั้งปีจะขยายตัวที่ 5.5-6% จากฐานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP อยู่ที่ระดับ 4.1-4.8% อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามในครึ่งปีหลังคือแรงซื้อในประเทศว่าจะมีทิศทางชะลอตัวมากน้อยเพียงใด และระดับราคาน้ำมันที่คาดว่าจะทรงตัวระดับสูง

นายจักรมณฑ์กล่าวว่า จากการติดตามอัตราการว่างงานที่ไม่ได้ปรับลดลงมากนัก และการผลิตของอุตสาหกรรมยังมีอยู่ต่อเนื่องเพราะการส่งออกยังขยายตัวดีอยู่จนทำให้บางอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานด้วยซ้ำไปนั้นจึงยังมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงเติบโตไปได้อย่างไม่มีปัญหาและคงจะไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกับปี 2540 เพราะในปีนั้นเกิดจากการที่เงินไหลออกนอกประเทศมากเพราะการกู้เงินที่เกินตัวของเอกชนไทย

นางหิรัญญา สุจินัย รองเลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า บอร์ดบีโอไอเร็วๆนี้น่าจะมีการพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอื่นๆ นอกเหนือจากบีโอไอหลังจากที่ก่อนหน้านี้บอร์ดได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ไปพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่นๆ เพราะลำพังจากบีโอไอค่อนไม่จูงใจนักลงทุนแล้วซึ่งหากมาตรการดังกล่าวคลอดได้ก็จะส่งผลให้บีโอไอดึงดูการลงทุนได้เพิ่มขึ้น

มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางนายพินิจ จารุสมบัติ ช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการตั้งเป้าหมายการลงทุนของบีโอไอไว้ในปี 2548 สูงถึง 7 แสนล้านบาทซึ่งปรากฏว่ามีการนำโครงการโรงถลุงเหล็กโซวกังจากจีนเข้าไปรวมถึงแสนล้านบาท ต่อมานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นประธานบอร์ดบีโอไอก็ได้ระบุที่จะดันเป้าส่งเสริมการลงทุนบีโอไอปีนี้อีกถึง 7-8 แสนล้านบาท

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย( ส.อ.ท.) กล่าวว่า การสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือนพฤษภาคมจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 521 ตัวอย่าง ครอบคลุม 35 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ระดับ 94.3 จาก 94.5 ในเดือนเมษายน โดยค่าดัชนีที่ได้มีค่าต่ำกว่า 100 เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน นับจากเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อภาวะอุตสาหกรรมอยู่ในระดับที่ไม่ดี

" เดือนพฤษภาคม ผู้ประกอบการยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่งผลทำให้ภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นตาม ขณะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ เพราะภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในแต่ละอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสถานการณ์ความไม่ชัดเจนทางการเมือง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเช่นกัน"นายสันติกล่าว

หอการค้าไทยประเมินศก.ปีนี้โต3.8-4.1%

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้คาดการณ์ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 2549 โดยไทยจะส่งออกได้ มูลค่าประมาณ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.07% และนำเข้ามูลค่า 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11.69% และจะขาดดุลการค้ามูลค่า 6,481 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อหักลบกับตัวเลขการท่องเที่ยวไทยที่คาดว่าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจำนวน 13.35 ล้านคน รายได้ประมาณ 1.22 หมื่นล้านหรียญสหรัฐ จะทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ประมาณ 2,190 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ระดับ 3.8-4.1%

สาเหตุที่ทำให้การส่งออกขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะการส่งออกครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือแค่ 9.87% จากครึ่งปีแรกขยายตัว 16.73% จากปัจจัยต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในการส่งออกสินค้าไทย คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวเพียง 3.3% ลดลงจากปี 2548 ที่ขยายตัว 3.5% ทิศทางระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้การผลิตและการขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยปีนี้คาดว่าระดับราคาน้ำมันทั้งปีจะอยู่ที่ 69.98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 27.89% จากปี 2548 ราคาน้ำมันเฉลี่ย 54.72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนี้ ทิศทางราคาสินค้าของโลกในปีนี้ จะปรับตัวสูงขึ้น 20.9% จากปี 2548 ที่สูงขึ้นเพียง 4.1% แบ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรมราคาสูงขึ้น 41.4% สินค้าอาหารและเครื่องดื่มราคาสูงขึ้น 4.0% ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ ส่งผลให้การบริโภคทั่วโลกชะลอตัวลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีทิศทางสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารกลางของสหรัฐ เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก ทำให้เพิ่มภาระด้านต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และกระทบต่อการลงทุนภายในประเทศ การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท ส่งผลให้ความได้เปรียบทางด้านราคาสินค้าไทยน้อยลง คาดว่าเงินบาททั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 38.50 บาท/สหรัฐ

"ปัจจัยที่น่าห่วงต่อเศรษฐกิจไทยมากสุด คือ ปัญหาการเมือง ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอมีแค่ 1.28 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมากถึง 3.46 แสนล้านบาท หรือลดลง 62.89% นอกจากนี้ การเมืองยังได้กระทบให้ต้องเลื่อนลงนามเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นออกไป และการชะงักของการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกให้ลดลงตาม เนื่องจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศไม่มีใครกล้าวางแผนการตลาด เพราะไม่แน่ใจปัญหาทางการเมืองที่ไม่มีความชัดเจนใดๆ เลย"นายอัทธ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือเศรษฐกิจในขณะนี้ คือ ไม่ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศแล้ว เพราะจะเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการ ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะอยู่ระดับ 5%


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.