สยามยามาฮ่าจบแบบพี่น้อง ไม่เสียหายแต่ "เสียความรู้สึก"


นิตยสารผู้จัดการ( มิถุนายน 2538)



กลับสู่หน้าหลัก

ข่าวการประนีประนอมกันระหว่างกลุ่มเคพีเอ็นของเกษมและคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช กับพรเทพ พรประภา ผู้บริหารของสยามกลการในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่สยามยามาฮ่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 ซึ่งมีนายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ผลลัพธ์ก็คือ กลุ่มเคพีเอ็นยอมตกลงซื้อหุ้นในบริษัท สยามยามาฮ่า จำนวน 67.78% จากสยามกลการ และ 16.09% จากดร.ถาวร พรประภา ในราคาร 1,217 ล้านบาท และ 289 ล้านบาท ตามลำดับ

ความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่งผลให้กลุ่มเคพีเอ็น กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสยามยามาฮ่า และสยามยามาฮ่าก็จะยังคงเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทยต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการอยู่ภายใต้ร่มเงาของสยามกลการมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเคพีเอ็น และคงต้องมียามาฮ่ามอเตอร์เข้ามาถือหุ้นด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ทุกฝ่ายจะมองว่าการตกลงซื้อขายหุ้นครั้งนี้ เป็นการปิดเกมที่ค่อนข้างสวยงาม แต่ก็ปรากฏว่ามีผู้ถือหุ้นสยามกลการ 5 คน ซึ่งผู้ถือหุ้นรวมกันประมาณ 40% อันประกอบไปด้วย ชุมพล, ไพโรจน์, ปรีชา, ปริญญา พรประภา และพรรณี จรัญวาศน์ ไม่พอใจกับราคาขายจำนวน 1,217 ล้านบาท

หลังการตกลงซื้อขายหุ้นหลายวัน

ชุมพล พรประภา ก็นัดผู้สื่อข่าวหลายสิบฉบับไปพบปะกันเพื่อให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของเขา

ชุมพลกล่าวว่าพรเทพยังไม่ได้ใช้ความพยายามมากเพียงพอในเรื่องการต่อรองราคาซื้อขาย พูดง่ายๆ ราคาซื้อขาย พูดง่ายๆ ราคาซื้อขายหุ้นควรเป็นจำนวนเงินที่มากกว่านี้

"ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นสยามกลการและมีนามสกุลพรประภา ผมอยากเห็นเรื่องนี้จบไปด้วยดี แต่จะต้องโปร่งใส ยุติธรรมและผู้บริหารสยามกลการจะต้องจัดการอย่างมืออาชีพ" ชุมพลกล่าว

สิ่งที่ชุมพลคลางแคลงใจก็คือ การตกลงขายหุ้นตามราคา book value คือบริษัทนี้ตั้งมานานเท่าไรก็ตาม ซื้อที่ไว้กี่แปลง ซื้อเมื่อไร ก็คิดมูลค่าไปตามราคาซื้อ ไม่ได้ประเมินเป็นราคาปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นอยากให้ผู้บริหารสยามกลการส่งมืออาชีพเข้าไปตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมด

อีกประเด็นหนึ่งที่ชุมพลต้องการให้ตรวจสอบก็คือเงินที่สยามยามาฮ่าได้นำไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ 500 กว่าล้านบาทมีดอกผลงอกเงยขึ้นมาเป็นเท่าไรแล้ว และควรมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน หลฃังจากตรวจสอบเสร็จแล้วจึงค่อยมาพิจารณาราคาซื้อขายกันว่าควรจะเป็นเท่าไร

"การประนีประนอมระหว่างพี่กับน้องเป็นของดีแต่ต้องประนีประนอมให้มันโปร่งใส ทำให้มีหลักเกณฑ์อย่างมืออาชีพ ประหนึ่งเป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะไม่ว่าสยามกลการก็ดี สยามยามาฮ่าก็ดี เท่าที่ได้ยินข่าวก็มีแผนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งสิ้น จึงควรฝึกทำการบ้านเสียตั้งแต่เนิ่นๆ" ชุมพลกล่าวพร้อมกับย้ำว่าการขายหุ้นถือว่าเป็นการจบอย่างสวยงาม แต่ต้องขายในราคายุติธรรมเพราะถ้าขายในราคาที่ตกลงกันไปแล้วส่วนตัวเขาคิดว่าไม่ขายดีกว่า

สำหรับพรเทพ พรประภา ปัญหาต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในยุคที่เขาเข้ามาเป็นผู้บริหารสยามกลการนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่มาก

เขานัดนักข่าวที่ตามสัมภาษณ์เขาหลายฉบับไปพูดคุยกัน แต่เผอิญเป็นวันถัดจากวันเดียวที่ชุมพลนัดนักข่าวเพียง 1 วัน พรเทพก็เลยไม่พูดอะไรมาก เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการออกข่าวโต้เถียงกับญาติผู้พี่

"ผมถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นผู้จัดการใหญ่ของสยามกลการ จึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่กับน้องสายเลือดเดียวกันฟาดกันเองนี่ผิดจะเป็นใครขึ้นมานั่งก็ได้ ตำแหน่งมันบังคับเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นพรเทพ แต่บังเอิญเกิดเป็นพรเทพ พรประภา และเป็นน้องคุณหญิง อันนี้ขอเคลียร์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศึกสายเลือด เพราะคำว่าศึกสายเลือดหมายความว่าผมต้องการเข้าไปยึดและเอามาทำเอง แต่ไม่ใช่ สยามกลการแต่ตั้งผม ผมก็เลยต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

พรเทพยอมรับว่าเขาเป็นผู้ติดต่อนายชาตรี โสภณพนิช ให้มาช่วยเจรจาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

"ผมนั่งคิดว่า คนที่สนิทกับคุณหญิงและพอจะคุยรู้เรื่องมีใครบ้าง ซึ่งก็มีผู้หลักผู้ใหญ่เยอะแยะ แต่ผมต้องการคนที่คุยกันแบบนักธุรกิจได้ ผมเป็นคนเดินเข้าไปหาคุณชาตรีเองแล้วขอให้เรียกมาคุยกันฉันมิตร ไม่ใช่เรื่องที่คุณชาตรีเป็นเจ้าหนี้ เพราะมีรายอื่นที่เป็นเจ้าหนี้ใหญ่กว่า แต่เพราะความสนิทสนมของทั้งสองฝ่าย"

จากคำพูดของพรเทพดูออกว่าเขาลำบากใจมาก ที่ไม่สามารถทำให้การเจรจาซื้อขายหุ้นครั้งนี้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายโดยเฉพาะราคาซื้อขายหุ้นที่กลุ่มผู้ถือหุ้นจำนวน 40% ในสยามกลการไม่พอใจ พรเทพยอมรับว่าราคาขายที่กำหนดขึ้นนั้น เป็นราคาที่คำนวณจาก book value เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นมาตรฐานได้ดีเท่านี้ รวมทั้งยังยอมรับว่าเป็นราคาแบบพี่น้องอีกด้วย เพราะงานนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้เป็นมืออาชีพทั้งคู่แต่เป็นพี่น้อง

"การเจรจาระหว่างมืออาชีพกับมืออาชีพน่ะมันง่าย แต่เมื่อผู้ซื้อไม่ใช่มืออาชีพกลายเป็นพี่สาวผม ประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทก็เป็นเตี่ยผมแล้วผู้ถือหุ้นก็เป็นญาติๆ ผมเพราะฉะนั้นการใช้อารมณ์ในการเจรจานี่มันมี ทั้งๆ ที่ตอนทำ ตอนคิด ผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นผู้ถือหุ้น ผมคิดว่าผมเป็นมืออาชีพ ตอนพรีเซ็นต์ก็พรีเซ็นต์แบบมืออาชีพ แต่ผู้ถือหุ้นเป็นญาติผม มันจึงมีอารมณ์เข้ามาก็มั่วเลย"

อย่างไรก็ดี ในสายตาของพรเทพ เขาไม่คิดว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบจากการขายหุ้นในราคา 1,200 ล้านบาทแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ สยามกลการไม่เดือดร้อนที่ขายหุ้นในสยามยามาฮ่าทิ้งไป

"ผมไปค้นมาหมดแล้วที่ว่าเขาจ่ายเงินปันผล 44% น่ะไม่จริง สยามกลการได้รับเงินปันผลจากสยามยามาฮ่าไม่ถึงปีละ 20 ล้านบาท ถ้าเอาตัวเลขนี้มาคำนวณดู เชื่อไหมอีก 30 ปีผมตายแล้วเกิดใหม่เงินปันผลที่สยามกลการได้จากสยามยามาฮ่าก็ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของราคาที่ขายเลย ผู้ถือหุ้นเสียหายตรงไหน อาจจะเสียก็ตรงที่ความรู้สึก ซึ่งผมก็รู้สึกเสียเหมือนกัน"

มองอีกด้านผู้ที่เสียหายน่าจะเป็นกลุ่มเคพีเอ็น

"เรามีการตั้งตุ๊กตากันว่าถ้าคุณหญิงนั่งเฉยๆ ไม่ดิ้นเลยนะ ก็จะไม่เสียสักบาท เพราะว่าตราบใดที่นายพรเทพจากสยามกลการยืนยันว่าไม่ยุ่งคุณก็จ่ายเงินปันผลไปเรื่อยๆ คุณก็ไม่ต้องจ่ายพันสองร้อยล้านบาท สรุปแล้วความคิดที่ดีที่สุดคือ ขาย จะได้จบ"

โดยสรุปแล้วปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีน้ำหนักมากถึงหนึ่งในสามที่ทำให้พรเทพต้องตัดสินใจขายสยามยามาฮ่าก็คือ การที่ยามาฮ่า มอเตอร์ไม่ต่อสัญญาความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีกับสยามยามาฮ่า ส่วนอีก 2 ส่วนที่เหลือก็เพื่อจะยืนยันเจตนารมณ์ที่เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริหารสยามกลการว่า ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสยามยามาฮ่า บวกกับผลประโยชน์ที่สยามกลการได้รับจากสยามยามาฮ่าซึ่งหากตีความคำพูดของพรเทพ คือ "กระจอกมาก"

ดังนั้น 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาจะมีการเซ็นสัญญาหรือไม่ ไม่สำคัญ ถ้าเตรียมการด้านต่างๆ ทันก็เซ็น ถ้าไม่ทันก็คงต้องเลื่อนไปจนกว่าจะพร้อมแต่ที่แน่ๆ มีการซื้อขายเกิดขึ้นเพื่อปิดเกมนี้ค่อนข้างแน่นอน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.