"เพราะผมจะผลักดันประเทศไทย ไม่ใช่ยูคอม"


นิตยสารผู้จัดการ( มิถุนายน 2538)



กลับสู่หน้าหลัก

บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการบริหารกลุ่มยูคอม อีกหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการโทรคมนาคมที่ประกาศตัวลงสู่สนามการเมือง หลังจากที่ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้เวลา 101 วันไปกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว การประกาศเจตนารมณ์ของบุญชัยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

บุญชัยมีแนวคิดอย่างไร มีเจตจำนงแน่วแน่แค่ไหน หรือเป็นเพียงกระแสของคลื่นลูกที่สามที่ต้องเล่นการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง และหากเขาจะเล่นการเมืองจริง เมื่อไรเขาจะลงเลือกตั้งและในนามพรรคอะไร ?

หลังจากที่คุณบุญชัยประกาศไปแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซียว่าจะลงเล่นการเมือง ในวันนี้คุณบุญชัยยังคงยืนยันว่าจะต้องลงเล่นการเมือง

ครับ แต่ยังต้องดำเนินการตามครรลองของการเล่นการเมือง คือ 1. ผมต้องทำความรู้จักกับนักการเมือง 2.ต้องเตรียมตัวในเรื่องเศรษฐกิจของตัวเองให้ดี เพราะผมจะไม่ทำธุรกิจในระหว่างที่เล่นการเมือง ดังนั้นธุรกิจต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สาเหตุที่ต้องลงเล่นการเมือง

ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นๆ ผม ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการอาหารทะเล ประกันภัย เพราะกลุ่มนักธุรกิจประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกคนจีน และมีอยู่มากถึง 80-90% ของกลุ่มนักธุรกิจในไทยทั้งหมด ซึ่งมีภาพพจน์ที่หวังรวยอย่างเดียว ทั้งๆ เรามีความคิดกว้างไกล เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าพูดเพราะธุรกิจอาจจะเดือดร้อน แต่ปัจจุบันพวกเรามีความคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะลุกขึ้นมา เพื่อลบภาพพจน์ของพ่อค้าหรือคำว่า "เสี่ย" ลงซึ่งในทัศนะของผม ผมเกลียดคำว่าเสี่ยมากที่สุด เพราะคำว่าเสี่ยคืออิทธิพล หรือคนที่หน้าเลือด

ถึงกระนั้นก็ตาม ในการที่คุณบุญชัยลงเล่นการเมือง อาจยังต้องถูกครหาว่าลงเล่นการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสัมปทานที่มีอยู่หลายชนิด

ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่หากเราใส่ใจตรงนี้มากจะทำให้ไม่ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจ ซึ่งไม่ใช่การปกป้องธุรกิจ และผมพูดตลอดว่าจะลงเล่นการเมืองก็ต่อเมื่อธุรกิจต้องมั่นคงก่อน และจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ผมต้องขออนุญาตเปรีบเทียบกับดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว 3 บริษัท คือบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ และไอบีซีเคเบิลทีวี ซึ่งปลอดภัยแข็งแรงมั่นคงดี เพราะคงไม่มีใครกล้ามารังแกบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้ถือหุ้นทั่วโลกประณาม ซึ่งในกลุ่มของเราขณะนี้ยังมีบริษัทเดียวคือ ยูคอม

หมายความว่า ภายใน 2 ปีคุณบุญชัยหวังว่าจะมีบริษัทในเครือยูคอมอีก 2-3แห่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นคุณบุญชัยจะพร้อมเล่นการเมือง

ครับ จะมีอีก 2 หรือ 3 บริษัท ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการที่เราเป็นบริษัทมหาชน เท่ากับว่าเราต้องบริหารบริษัทให้ประชาชน เราต้องมีผลงานที่ต้องออกมาแสดงตลอดเวลา

ในทางกลับกันสมมติว่ามีบริษัทในเครืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อคุณบุญชัยถูกการเมืองเล่นงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และอาจจะเกิดความสั่นคลอนให้กับกิจการขึ้นได้ เพราะคนยังเชื่อมั่นว่าภาพของคุณบุญชัยกับภาพของยูคอมยังแยกกันไม่ออก

เราได้นั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด และพบว่า 20% ของทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาทในบริษัทยูคอม คนไทยถือครองอยู่นิดเดียว ส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสถาบันเหล่านี้เขาจะวิเคราะห์ลงลึกไปถึงผลประกอบการในแต่ละปีว่าเป็นอย่างไรมากกว่าจะมามองเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่าง ในกรณีของดร.ทักษิณ การที่ถูกกดดันให้ลาออก ไม่ได้ทำให้หุ้นของเอไอเอส ชินวัตร หรือไอบีซีตกลงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ธุรกิจของเราที่นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาจจะมองว่ามีผลดี-ผลเสีย จากการเมืองพอสมควร เพราะการค้าขายของยูคอมนั้นส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาล แต่บริษัทในเครืออีก 2 แห่งที่จะเอาเข้าตลาดคือ บริษัทแทคเอง ก็ค้าขายกับประชาชนและบริษัทประกันภัยในเครือก็ทำมาหากินกับประชาชน ไม่เกี่ยวกับนักการเมือง 200 คน ไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีหรือส.ส. ที่สำคัญการเข้าสู่การเมืองของเรา จะทำให้เราสามารถนำเสนอแนวความคิดที่เราเชื่อว่าทำไปแล้ว คนส่วนใหญ่จะมีความสุขเพราะผมจะผลักดันประเทศไทย ไม่ใช่ยูคอม ในเมื่อเรายอมเสียสละ ยอมกล้าได้กล้าเสียกับการทำลายตัวเองลงมาช่วยแล้ว เราก็หวังว่าอย่างน้อยจะมีผลสะท้อนที่ดีกลับมาคืออุดหนุนสินค้าและบริการของเขาบ้าง

ถ้าคุณบุญชัยเป็นนักการเมืองจะล้างภาพการเป็นเสี่ย หรือพ่อค้า

ผลงานและการกระทำจะล้างได้เอง ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตามจะต้องมีการพัฒนา และระหว่างพัฒนาจะมีการชี้ให้เห็นข้อแตกต่าง ดังนั้นการจะสลัดภาพพ่อค้าทันทีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่เราพูดหรือทำจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวเอง และจะต้องมีระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน

สิ่งที่คุณบุญชัยบอกว่าจะต้องทำความรู้จักกับนักการเมืองและเตรียมบริษัทให้พร้อม ตอนนี้ทำความรู้จักกับนักการเมืองไปมากน้อยแค่ไหน

นักการเมืองส่วนใหญ่ ผมว่าพวกเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นพรรคเก่าแก่ทั้งนั้น สิ่งที่เราทำความเข้าใจพรรคการเมืองใดก็ตาม เราต้องทำความเข้าใจถึงแนวความคิดการเป็นนักการเมืองของไทยว่าเป็นกันอย่างไร

คุณบุญชัยสรุปว่าอย่างไร

ผมยังไม่มีข้อสรุป ต้งใช้เวลาเยอะ แต่ผมคงจะลงกรุงเทพฯ และต้องสอบให้ได้เพื่อพิสูจน์ฝีมือเพราะกรุงเทพฯ ซื้อเสียงไม่ได้ แต่หากลงต่างจังหวัดจะมีคนดูถูกเราได้ตลอดเวลาว่าเสียงที่เราได้ซื้อมาหรือได้จริงๆ

ถ้าจะลงในเขตกรุงเทพฯ ในขณะนี้คุณบุญชัยเตรียมตัวอย่างไร

ในเชิงธุรกิจต้องสำเร็จก่อน ให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับรู้จัก หลังจากนั้นต้องทยอยแสดงความคิดทางด้านการเมืองออกมา ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสจะเอื้ออำนวย

การลงเขตกรุงเทพฯ จะต้องลงพื้นที่บ้างหรือไม่

ผมว่ากรุงเทพฯ ใหญ่โต ไม่จำเป้นต้องลงพื้นที่ ที่สำคัญอาจจะไปกระทบกับพรรคการเมืองบางพรรคที่ครองพื้นที่อยู่ ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่สามารถเลือกพรรคการเมืองได้อย่างตามที่ต้องการ
แล้วเดี๋ยวนี้ก็มีการสื่อสารหลายรูปแบบที่ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้จักเราได้

คุณบุญชัยเลือกพรรคหรือยัง

ยัง

แต่เท่าที่ทราบคุณบุญชัยสนิทสนมเป็นพิเศษกับพรรคประชาธิปัตย์

ผมสนิทกับทุกพรรค แต่ที่ผ่านมาบังเอิญว่าผมเป็นที่ปรึกษาให้กับคุณเจริญ คันธวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะใช้คำว่าสนิทสนมกับพรรคการเมืองก็ไม่ใช่ แต่สนิทกับบุคคลตามพรรคการเมืองมากกว่า

สาเหตุของการเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีเจริญเพราะอะไร

ผมไปพูดว่าหากลงเล่นการเมืองแล้ว ผมอยากจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เขาจึงชักชวนให้มาดูว่าจริงๆ แล้วที่เขาทำอยู่มันเป็นอย่างไร เขาทำอะไรกันบ้าง ซึ่งผมก็ดีใจที่ได้เข้าไปสัมผัส เขาให้ผมทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน เฉพาะเมื่อมีการประชุมผมก็ได้เข้าไปด้วย

ได้เห็นอะไรจากการที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม

ตอนนี้เป็นเรื่องของการดูในเรื่องข้อมูลและการเป็นที่ปรึกษา หากเขาไม่ถามไม่ควรออกความเห็น

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อยากนั่งในกระทรวงศึกษาธิการ

ผมสนใจมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยแล้วคือถ้าผมอยู่เมืองไทยผมคงไปเดินขบวนในสมัย 14 ตุลา ด้วยแน่ และในสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเทิร์น อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา พบว่ามีนักศึกษาจากมาเลเซีย 400 คนมีคนไทยอยู่เพียง 14-15 คนเท่านั้น และในจำนวน 400 คนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลมาเลเซียทั้งหมด ในขณะที่ไทยมีทุนรัฐบาลเพียงแค่ 8 คน เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆ เป็นในลักษณะนี้ มาเลเซียยังเคยยอมรับเลยว่าทรัพยากรมนุษย์ของเขา ณ วันที่เริ่มต้นเมื่อเทียบกับเราแล้ว ด้อยกว่าเรามาก แต่ในวันนี้เขาแซงหน้าเราแล้ว

เมื่อเรียนจบกลับมาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ผมเริ่มงานธุรกิจประกันภัยของครอบครัว หน้าที่ของผมคือขยายตลาดในต่างจังหวัด ไปทำเรื่องประกันใบยาสูบ ขยายประกันภัยไฟในแถบอีสานและภาคใต้ ทำให้ผมได้เห็นชีวิตในต่างจังหวัด และพบเห็นปัญหาขบวนการต่างๆ ซึ่งกลายเป็นความรำคาญจุดที่สอง

พอมาบริหารธุรกิจในกลุ่ม ต้องเจอปัญหาเรื่องแรงงานคนตลอดเวลา ทั้งธุรกิจโทรคมนาคม ประกันภัย ส่งออกอาหาร หรือไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ การดึงตัวพนักงานกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะโทรคมนาคม ทำให้เราต้องกลับมาพัฒนาในเรื่องสวัสดิการ พัฒนาคน และชีวิตการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น เพื่อรักษาพนักงานจำนวน 2,000-3,000 เอาไว้ ซึ่งผมใช้เวลาครึ่งหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรภายในบริษัท

สิ่งเหล่านี้เองทำให้ผมพบว่าปัญหาที่แท้จริงของเราอยู่ที่การศึกษา ซึ่งหลายคนก็ฉุกคิดถึงเรื่องนี้ แต่ไม่กล้าออกมาพูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวพันกับการเมือง อย่างตอนที่ผมให้สัมภาษณ์กับวิทยุของเดอะเนชั่นเพียงข้ามคืนเท่านั้นผมถูกโจมตีทันที โดยการปราศรัยของนักการเมือง เพราะเขามองผมว่าเป็นเศรษฐี จะเอาเงินมาทุ่มซื้อเสียงเพื่อเล่นการเมือง ไม่ยอมรับวงจรของการเล่นการเมือง สิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์วิทยุในวันนั้น ผมพูดว่าถ้าเป็นไปได้ผมอยากไปนั่งทำงานในตำแหน่งนี้ เพราะผมเชื่อว่าหากไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง และที่ผมพูดเช่นนั้นได้ เพราะผมเป็นคณะกรรมการโรงเรียนวัด 3 แห่ง คือ วัดลาดบัวขาว วัดราชสิงขร วัดยานนาวา ซึ่งเป็นเขตของดร.เจริญ คันธวงศ์ ทั้งนั้น ในจุดนี้ทำให้เห็นปัญหาในเรื่องการศึกษาเราไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากเราจะเข้าไปมีส่วนในการแก้ไขปัญหาได้จริงๆ

ผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการศึกษานั้นสามารถแก้ไขเศรษฐกิจทั้งวงจร เพราะในขณะที่เราพูดว่าไทยจะก้าวไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (นิกส์) แต่เรายังต้องไปเอาวิศวกรจากมาเลเซีย และฟิลิปปินส์มาเป็นจำนวนมาก แทคเวลานี้ 60% เป็นวิศวกรจากฟิลิปปินส์ เพราะประเทศเขามีคนเยอะแต่ไม่มีงานทำ ของเราเยอะแต่ไม่มีคนทำ

การที่คุณบุญชัยไปเป็นกรรมการโรงเรียนวัด ได้ทำอะไรบ้าง

พยายามหาทุนให้เด็กนักเรียนรวมทั้งครู เพราะครูจะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำรองจากชาวนา จึงเป็นกลุ่มผู้ที่มีหนี้สินมาก ยกตัวอย่างวิศวกรจบใหม่ๆ รับเงินเดือน 16,000-17,000 บาท ขณะครูที่สอนพวกเขาเหล่านั้นรับเงินเดือนเพียง 10,000 กว่าเท่านั้น ซึ่งหากให้บริษัทตีค่าของครูเหล่านั้นแล้วจะสูงถึง 30,0000-50,000 บาท แต่การจะแก้ปัญหาด้วยการให้เงินเดือนเพิ่มงบประมาณรัฐบาลครึ่งหนึ่งก็ไม่พอ เราต้องพัฒนาแนวการสอนใหม่

ดร.ทักษิณไปเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศได้ 101 วัน ต้องถูกโจมตีต่างๆ มากมาย บทเรียนในครั้งนั้นของดร.ทักษิณทำให้คุณบุญชัยได้เตรียมตัวไว้อย่างไร หากจะไปเจอสถานการณ์เช่นนั้นบ้าง

ผมเตรียมตัวไว้แล้ว เพราะว่าหุ้นในบริษัทมีน้อย ซึ่งเราเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

เตรียมตัวในแง่ที่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับสัมปทานอีกต่อไปใช่หรือไม่

ใช่ แต่ในกรณีของบริษัทแทค ซึ่งเป็นสัมปทานอยู่ เมื่อเปลี่ยนเป็นร่วมลงทุนในเรื่องสัมปทานก็จบลงแล้ว

แล้วการเตรียมตัวในแง่อื่น การเมืองมีปัญหาในของการโจมตี หรือคำครหา การป้ายสี คุณบุญชัยเตรียมเรื่องนี้อย่างไร

ผมคิดว่าผมทำใจและเตรียมตัวไว้แล้ว ผมอาจจะอายุ 41 ปี แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่คลุกคลีกับชีวิตมากคนหนึ่ง ผมไม่ได้มาจากศูนย์ แต่มาจากติดลบ 180 กว่าล้านบาท ดังนั้นผมดิ้นชีวิตมาพอสมควร จะเรียกว่าผมเป็นราชาแห่งหนู (King Rat) ก็พูดได้เพราะผมจะรู้จักคนบนท้องถนนเยอะมาก และผมมีชื่อเสียงในเรื่องของความจริงใจ ความตรงและความไม่กลัวอะไร แต่ไม่ใช่บ้าบิ่น เพียงแต่ไม่กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว ผมกล้าไปคุยกับคนที่ให้ร้ายหรือคนทำร้ายผม และผมจะใช้แนวทางนั้นกับวิถีทางการเมือง

สังคมไทยกำลังผ่านจากคลื่นลูกที่ 1 คือ เกษตร คลื่นลูกที่ 2 คือ อุตสาหกรรม เข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีกระแสว่า คนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหารประเทศจะต้องเป็นคนที่เข้าในเรื่องนี้ และคุณบุญชัยก็เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกนี้ด้วย คุณบุญชัยคิดอย่างไร

ผมเห็นด้วยว่าคนนั้นจะต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องโลกสื่อสารไร้พรมแดน เพราะเราต้องแข่งขันในระดับโลก และภูมิภาค ดังนั้นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้จะเหมาะสมสำหรับทศวรรษนี้ แต่ไม่มีใครเหมาะสมตลอดไป ในอดีตเมื่อ 50-100 ปีที่แล้ว คนจะเป็นผู้นำจะต้องเป็นทหารจึงจะเหมาะสม เพราะเพิ่งพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ครั้งหนึ่งเราเคยฝากความหวังไว้กับนักอุตสาหกรรม นักการเงิน จะมาเป็นผู้นำประเทศ เช่น สมัยหนึ่งที่คุณบุญชู โรจนเสถียร ประกาศลงเล่นการเมือง ได้กลายเป็นความหวังของคนจำนวนมาก ต่อมามีคุณอำนวย วีรวรรณ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ หรือคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เข้าสู่การเมือง แต่ก็ยังไปไม่ถึงดวงดาว ซึ่งกรณีเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคลื่นลูกที่ 3 ที่เป็นคนของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไม่

ผมว่าคงเกิดขึ้น เพราะความคาดหวังของคนไทยเราสูงมาก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ อะไรดีไม่ค่อยจำ อะไรไม่ดีจะจำ คลื่นลูกที่ 1 และคลื่นลูกที่ 2 เมื่อทำผลงานอะไรเอาไว้มักจะไม่ออกมาชี้แจง แต่คลื่นลูกที่ 3 แล้ว จะให้ความสำคัญกับประชาสัมพันธ์มากที่สุด จะมีการแถลงข่าวตลอดเวลา จะมีการใช้สื่อเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์กับเรื่องนี้ เช่น วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่เมื่อประเทศไทยไปถึงยุคที่มั่งคั่งแล้ว คลื่นลูกที่ 3 ไม่จำเป็นอีกต่อไป โดยคลื่นลูกที่ 4 จะต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ ผสมกับนักวิชาการ การเงินการทูต เพราะจะเป็นตลาดโลก

พี่น้องของคุณบุญชัยจะลงเล่นการเมืองเกือบทุกคน

หากเป็นไปได้จะลงเล่นทุกคน คนที่ผูกมัดกับธุรกิจน้อยที่สุด จะลงเล่นได้ก่อนเช่นในกรณีของสมชาย เบญจรงคกุล น้องชายผมที่คาดว่าจะลงเล่นการเมืองก่อน

คุณสมชายจะลงที่สุโขทัยใช่หรือไม่

พยายามสร้างชื่อเสียงตัวเองที่สุโขทัยส่วนพรรคอะไรในขณะนี้อาจจะเป็นกิจสังคม แต่ผมคิดว่ายังเปิดอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถเอาตัวรอดที่นั่นได้ก่อนหรือไม่และค่อยเลือกพรรคจะดีกว่า เพราะการประกาศตัวเป็นพรรคการเมืองเท่ากับว่าหาเรื่องถูกทำร้าย มีดทรศัพท์เข้ามาขู่ฆ่าตลอดเวลา หลังจากที่ผมและน้องประกาศว่าจะลงเล่นการเมือง สิ่งเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่าควรจะเดินอย่างไร เพราะการเมืองมีอำนาจแฝง ผมไม่อยากซ้ำชะตากรรมนี้ที่ต่างจังหวัดที่ผมต้องประสบกับตัวเอง ในอดีตธุรกิจก่อสร้างของผมพินาศหมด เพราะผมไม่ได้ขออนุญาตเจ้าพ่อในจังหวัดนั้น จึงไม่มีคนกล้ามารับซื้อบ้านจัดสรรของผม

คำถามสุดท้าย หากดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คุณบุญชัยมีความเห็นอย่างไร

ผมขออนุญาตไม่ให้ความเห็นในเชิงเปรียบเทียบกับท่าน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.