|

ขาใหญ่ทิ้งหุ้นถือเงินสด
ผู้จัดการรายวัน(19 มิถุนายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
นักลงทุนขาใหญ่เห็นฟ้องตลาดหุ้นไทยอาจร่วงต่อ จากปัจจัยลบทั้งในและนอกประเทศยังไม่ชัดเจน ปรับกลยุทธ์ถือเงินสดแทน "เอกยุทธ" ระบุดัชนีสิ้นปี 800จุดเป็นไปไม่ได้ เชื่อหุ้นตกรอบนี้อาจถึง 620 จุด ด้านศิริวัฒน์ ย้ำชัดจะซื้อหุ้นอีกครั้งรอดัชนีหลุด 600 จุดก่อน ฟันธงรายได้-กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 หด ด้าน โบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าเป็นนักลงทุนในประเทศเป็นหลักมาร์เกตแชร์ลดลง
นายเอกยุทธ อันชัญบุตร ประธานเครือโอเรียลเต็ลมาร์ท กรุ๊ป อดีตนักลงทุนรายใหญ่ เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก กระแสการไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อลงทุนในช่วงก่อนหน้าอาจจะเป็นกองทุนที่มาจากต่างประเทศเพียง 10% ของยอดการซื้อขายสุทธิ เนื่องจากพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศเปลี่ยนไปจากอดีตคือมีการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ต่างชาติซึ่งทำให้เงินที่ไหลออกเข้ามาในรูปของนักลงทุนต่างชาติแต่แม้ที่จริงเป็นคำสั่งจากนักลงทุนไทยรายใหญ่บางรายเท่านั้น
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของดัชนีในรอบนี้อาจจะถึงระดับ 620 จุด แต่โดยส่วนตัวยังมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้น่าจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปถึงระดับ800 จุดอย่างที่บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งได้มีการออกบทวิเคราะห์มาเนื่องจากทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศอยู่ในช่วงที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆออกบทวิเคราะห์ให้นักลงทุนเข้าลงทุนไม่น่าสนใจ เนื่องจากหลายบริษัทราคาหุ้นแม้จะปรับตัวลดลงแต่ก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นเกินกว่าราคาตามพื้นฐานของบริษัทแล้ว
" 3 เดือนหลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ช่วงที่แย่ การลงทุนในหุ้นผมจะไม่เลือกซื้อหุ้นกลุ่มบลูซิฟเพราะว่าราคาหุ้นสูงมาก หากจะซื้ออาจจะเข้าซื้อเป็นช่วงแค่ช่วงสั้นๆ"นายเอกยุทธกล่าว
นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตนักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ปัจจัยลบหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งเรื่องปัญหาในประเทศ อัตราดอกเบี้ย น้ำมันแพงล้วนเป็นเหตุผลที่ส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุน ในแง่ของความน่าสนใจจะเข้ามาลงทุนอาจจะต้องพิจารณาลงทุนอีกครั้งเมื่อดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่า 600 จุด
ทั้งนี้ หากพิจารณาแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติซึ่งมีบทบาทต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก การเข้ามาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติช่วงก่อนหน้านี้ประมาณ 1.3 แสนล้านบาทส่งผลทำให้ดัชนีปรับขึ้นประมาณ 100 จุดแต่การขายสุทธิของต่างชาติในช่วงเดือนที่ผ่านมาประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทกลับส่งผลทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง 100 จุดแล้วแต่โดยส่วนตัวยังเชื่อว่าเงินที่นักลงทุนต่างชาติเทขายจะยังกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไดอีกเพราะค่าเงินบาทของไทยังยังแข็งค่าขึ้น
"ผมเคยบอกแล้วว่าดัชนีตลาดหุ้นจะต้องปรับลดลงเหลือประมาณ 600 จุดหลายคนที่ได้ยินในตอนนี้ก็ว่าผม แต่พอวันนี้มันก็เกิดขึ้นจริงแม้ว่าจะมีการรีบาวน์กลับบ้างแต่เป็นเพียงสัญญาณทางเทคนิคเท่านั้น ผมเลือกที่จะไม่เข้าไปลงทุนเลยในช่วงนี้ ขายหุ้นในพอร์ตทั้งหมดถือเงินสดหรือไม่ก็ฝากแบงก์ประเภทประจำ3 เดือนเพราะดอกเบี้ยตอนนี้ก็ประมาณ 5%แล้ว"นายศิริวัฒน์กล่าว
ในส่วนของผลดำเนินการของบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 2/49 น่าจะมีอัตราการเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในช่วงเดียวกันของปีก่อนเพราะปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบค่อนข้างชัดเจน
สำหรับปัญหาเรื่องการเมือง ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และหากเกิดขึ้นได้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะออกมาอย่างไร ซึ่งหากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคไทยรักไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ปัญหาที่เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งเนื่องจากนโยบายในการบริหารงานประเทศในเรื่องต่างๆอาจจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจหากดัชนีปรับตัวลดลงจนถึงระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน คือหุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่มีเงินสดจำนวนมากและที่สำคัญไม่มีหนี้
นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสี่ยปู่ นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ราคาหุ้นหลายบริษัทในปัจจุบันปรับตัวลดลงจำนวนมาก แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มเฮจฟันด์เป็นจำนวนมาก การเลือกลงทุนในช่วงนี้จึงต้องมีการเลือกแบบรายบริษัท เพราะปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบต่อยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไหร่ซึ่งอาจจะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์ กล่าวว่า การที่ภาวะตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีทิศทางที่จะฟื้นตัวในช่วงนี้ จึงส่งผลทำให้นักลงทุนรายใหญ่ได้ชะลอการซื้อขายไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งได้มีกระแสข่าวว่านักลงทุนรายใหญ่ได้ตัดขายขาดทุน(คัทล็อต)หุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดแล้ว เพื่อที่จะถือเป็นเงินสดแทนโดยจะเห็นได้จากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปในปัจจจุบันนี้ลดลงไปจากอดีต รวมถึงมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นโดยรวมที่ลดลงเช่นเดียวกัน และได้มีกระแสข่าวว่านักลงทุนรายใหญ่หลายรายที่เจอภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงมาแรง จนทำให้ประสบปัญหาขาดทุนเช่นกัน
"ในอดีตที่มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นหนาแน่นนั้น ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาซื้อขาย และมีการเก็งกำไรกันอย่างมาก
แต่ขณะนี้นักลงทุนรายใหญ่ไหวตัวทัน จึงได้ตัดใจขายหุ้นออกมาทั้งหมด หรือนักลงทุนรายใหญ่บางรายอาจจะมีหุ้นในพอร์ตจำนวนไม่มากนัก และได้ชะลอการซื้อขายจึงได้ส่งผลทำให้จึงส่งผลทำให้มูลค่าการซื้อขายลดลงด้วย"แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้การที่นักลงทุนรายใหญ่ชะลอการลงทุนได้ส่งผลทำให้โบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าเป็นนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก มาร์เกตแชร์ได้ลดลง เช่นกรณีของบล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ที่มาร์เกตแชร์ลดลง ส่วนหนึ่งมีกระแสข่าวว่านายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุลหรือเสี่ยปู่ที่มีกระแสข่าวว่าเปิดพอร์ตซื้อขายกับบล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ได้ซื้อขายลดลง เพราะภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่มาร์เกตติ้งของบล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ที่แนะนำลูกค้าให้ชะลอการซื้อขายด้วยเพื่อรอดูภาวะตลาดหุ้นให้ชัดเจนเสียก่อน นอกจากนี้ก็มี บล.บีฟิท ที่มีนักลงทุนรายใหญ่ซื้อขายอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนจากหาดใหญ่ที่ชะลอการลงทุนเช่นเดียวกัน จึงทำให้มาร์เกตแชร์ลดลง
อย่างไรก็ตามลักษณะการลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่แต่ละรายจะแตกต่างกัน เช่นกรณีของนายยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อมนั้นจะถือว่าเป็นนักลงทุนที่ซื้อขายได้เร็ว และเป็นนักลงทุนที่ตัดขายขาดทุนที่เก่งมาก ส่วนในกรณีของนายสมพงษ์ได้มีการปรับลักษณะการลงทุน โดยจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็กเช่นหุ้นบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)หรือ MFEC,บริษัทซีเอ็ม ออร์กาไนเซอร์ จำกัด(มหาชน)หรือ CMOและบริษัทปริญสิริ จำกัด(มหาชน)หรือ PRINเป็นต้นซึ่งนายสมพงษ์จะลงทุนในระยะเวลายาว
อนึ่งก่อนหน้านี้นายพายัพ ชินวัตรซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่อีกคน ได้มีการขายหุ้นในพอร์ตออกทั้งหมด เช่นหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน หรือ ASL,หุ้นบริษัทบีเอ็นที เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)หรือ BNT และบริษัท เค-เทค คอนสตรัคชั่น หรือ KTECH
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|