บอร์ดใหม่"ทีพีไอ"ไล่บี้"ประชัย"ทวงอำนาจบริหาร6บริษัทลูกคืน


ผู้จัดการรายวัน(7 มิถุนายน 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

"ปิติ" สั่งทีพีไอหยุดขายน้ำมันให้บริษัทลูก "น้ำมันทีพีไอ" ที่ "ประชัย" กุมอำนาจบริหารอยู่ แจงค้างจ่ายค่าน้ำมันกว่าเดือนมูลค่าเฉียด 2 พันล้านบาท ชี้หากยังขายต่อไปจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดในการซื้อน้ำมันดิบ ลั่นถึงเวลาทวงคืน 6 บริษัทลูกที่ทีพีไอถือหุ้น 100% ส่งหนังสือให้ "ประชัย" เรียกประชุมกรรมการเพื่อจัดประชุมผู้ถือหุ้นภายใน 60 วัน หากพ้นกำหนดจะใช้สิทธิผู้ถือหุ้นใหญ่เรียกประชุมผู้ถือหุ้นแทน ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ แย้ม เตรียมอนุมัติย้ายออกจากหมวดรีแฮปโกภายใน 1 สัปดาห์ หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นปลด "ประชัย" พ้นกรรมการ 20 ก.ค.นี้

นายปิติ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจหยุดการส่งน้ำมันสำเร็จรูปให้บริษัท น้ำมันทีพีไอ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทีพีไอถือหุ้นร้อยละ 99.99 แต่อยู่ภายใต้การบริหารงานของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เนื่องจากบ.น้ำมันทีพีไอ ได้ค้างจ่ายเงินค่าน้ำมันเป็นเวลากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้ทีพีไอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2549 คิดเป็นวงเงิน 2 พันล้านบาท

ทั้งนี้ หากบริษัทยังคงขายน้ำมันให้บ.น้ำมันทีพีไอต่อไปอีก 3 เดือน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของทีพีไอ ทำให้ไม่มีเงินสั่งซื้อน้ำมันดิบมากลั่นได้อีก ซึ่งในแต่ละเดือนต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบเดือนละ 6 ล้านบาเรล คิดเป็นมูลค่า 420 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปที่ไม่ได้ขายผ่านบ.น้ำมันทีพีไอแล้ว ทางบริษัทได้ประสานงานกับปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่จะรับน้ำมันเขียวไปจำหน่ายให้กลุ่มประมงแทนประมาณเดือนละ 1 พันล้านบาท ส่วนน้ำมันที่ขายผ่านปั๊มทีพีไอนั้นจะป้อนขายเฉพาะปั๊มที่เป็นของดีลเลอร์เท่านั้นคิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท ส่วนที่บ.น้ำมันทีพีไอเป็นเจ้าของปั๊มได้หยุดขายทันที ซึ่งน้ำมันส่วนดังกล่าวจะขายตรงผ่านจ็อบเบอร์และปตท.ต่อไปประมาณ 300 ล้านบาท

"ยอมรับว่าบ.น้ำมันทีพีไอ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หลังทีพีไอหยุดจำหน่ายน้ำมันให้ แต่บริษัทจำเป็นต้องทำเพื่อให้ทีพีไอได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากปล่อยให้ล่วงเลยไปจะยิ่งลำบาก และบ.น้ำมันทีพีไอเองมีสิทธิที่จะไปซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหรือผู้ค้าน้ำมันรายอื่น"

ที่ผ่านมา ทีพีไอจะขายน้ำมันให้บ.น้ำมันทีพีไอ เป็นวงเงินเดือนละ 1.5-2 พันล้านบาท แบ่งเป็นน้ำมันเขียวเพื่อขายให้กลุ่มประมง 1 พันล้านบาท และขายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านปั๊มทีพีไออีก 600 กว่าล้านบาท น้ำมันหล่อลื่น 10 กว่าล้านบาท โดยบ.น้ำมันทีพีไอจะมีหนี้ค้างค่าน้ำมันปกติแค่ 200-300 ล้านบาท โดยจะจ่ายค่าน้ำมันทุก 3-7 วัน แต่หลังจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และผู้บริหารเดิมตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ เข้ามาเป็นผู้บริหารบริษัทย่อยทีพีไอ 6 บริษัทนับจากศาลมีคำสั่งให้ทีพีไอออกจากแผนฯ เนื่องจากยังไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น ทำให้อำนาจการบริหารงานยังอยู่ที่ผู้บริหารชุดเดิมอยู่

นายปิติ กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าทีพีไอจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทย่อยทั้ง 6 บริษัท คือ บริษัท ไทย เอบีเอส จำกัด บริษัท ไทยโพลีออล จำกัด บริษัท ทีพีไอ อะโรเมติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อุตสาหกรรมโพลียูริเทนไทย จำกัด บริษัท น้ำมันทีพีไอ จำกัด และบริษัท ผลิตไฟฟ้าทีพีไอ จำกัด แต่ทีพีไอกลับไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารจัดการ ทำให้ค่อนข้างมีปัญหาตามมา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ที่จะนำบริษัทย่อยดังกล่าวกลับมาบริหารเองให้ได้

โดยที่ประชุมคณะกรรมการทีพีไอได้เห็นชอบและได้ทำหนังสือถึงนายประชัย เพื่อขอให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อให้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในย่อยทั้ง 5 บริษัท (เว้นบมจ.ทีพีไออะโรเมติกส์ที่มีข้อยุ่งยากเนื่องจากเป็นบริษัทมหาชน) ภายในเวลา 30 วันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หากนายประชัย เพิกเฉยไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลาดังกล่าว ตามกฎหมายผู้ถือหุ้นมีสิทธิที่จะจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้เพื่อขอเปลี่ยนกรรมการ ซึ่งการจะปลดกรรมการชุดเดิม ได้นั้นจำเป็นต้องเป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตนไม่สามารถปลดกรรมการได้

เดิมปัญหาที่เกี่ยวกับบริษัทย่อยนั้น ทางผู้บริหารแผนฯทีพีไอได้เล็งเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องการดำเนินการที่บริษัทแม่ คือ ทีพีไอก่อน จึงได้มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นในวันรุ่งขึ้นหลังศาลมีคำสั่งให้ออกจากแผนฯ ขณะที่บริษัทลูกความจริงจะต้องตามรอยทีพีไอ แต่ทางผู้บริหารเดิมได้ประกาศเข้ามาบริหารงานบริษัทย่อยทั้ง 6 ซึ่งตามข้อกฎหมายเราไม่มีสิทธิ

ส่วนบริษัทไทยเอบีเอส และบริษัททีพีไอโพลีออลนั้น ปัจจุบันยังมีการค้าขายกับทีพีไอก็ยังดำเนินการตามปกติ โดยทีพีไอยังส่งวัตถุดิบให้อยู่ ไม่ได้มีการหยุดป้อนวัตถุดิบแต่อย่างใด

นายปิติ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้การเจรจาเพื่อรีไฟแนนซ์มูลหนี้ 950 ล้านเหรียญทำได้ยุ่งยากขึ้น ทำให้เราตอบปัญหากับแบงก์ได้ลำบาก ดังนั้นคงต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วง คาดว่าทีพีไอจะดำเนินการรีไฟแนน์หนี้ได้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ ตนได้รับหนังสือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าจะอนุมัติให้ทีพีไอออกจากรีแฮปโกจนกว่าจะดำเนินการปลดกรรมการที่ถูกกล่าวโทษจากก.ล.ต.ในคดีปั่นหุ้นทีพีไอโพลีน ซึ่งในวันที่ 20 ก.ค.นี้จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นทีพีไอเพื่อพิจารณาปลดนายประชัย ออกจากการเป็นกรรมการ และขอมติที่ประชุมเพื่ออนุมัติแผนการลงทุนในอนาคต ส่วนปัญหาทีพีไอออยล์นั้น เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการออกจากรีแฮปโกของทีพีไอ เพราะเป็นคนละบริษัทกัน

ทั้งนี้ ทีพีไอมีมูลค่าการทำการค้าปีละ 2 แสนล้านบาท มาจากธุรกิจปิโตรเคมีประมาณ 30-35 % และน้ำมัน 60-65%

บริษัท น้ำมันทีพีไอมีทุนจดทะเบียน 2 พันล้านบาท โดยทีพีไอถือหุ้น 99.99% ซึ่งหนี้จำนวน 2 พันล้านบาทที่ค้างทีพีไออยู่นั้น นายปิติ กล่าวว่าจะยังไม่มีการดำเนินการฟ้องร้องในช่วงนี้ เนื่องจากเห็นว่าบ.น้ำมันทีพีไอเป็นบริษัทลูก แต่หากจำเป็นก็คงต้องทำ ทั้งนี้ หากนายประชัยมีการจ่ายเงินค่าน้ำมันก็พร้อมที่ขายน้ำมันให้ต่อไป

ด้านนายสุทธิชัย จิตรวาณิช รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีพีไอได้ยื่นหนังสือคำร้องมายังตลาดหลักทรัพย์เพื่อที่จะออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ (รีแฮปโก) แล้ว แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าว เมื่อ ทีพีไอได้มีการดำเนินงานแก้ไขเรื่องคุณสมบัติของกรรมการให้เป็นไปตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ ก่อน

ทั้งนี้ หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นทีพีไอในวันที่ 20 ก.ค.นี้ มีมติปลดนายประชัย จากการเป็นกรรมการ ในกรณีที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษคดีปั่นหุ้นบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้เวลาในการพิจารณาให้ทีพีไอ ออกจากหมวดรีแฮปโก ภายใน 1 สัปดาห์


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.