ททท.มุ่ง3ชาติหลักปั้นยอดจี้บัวแก้วปลดล็อควีซ่าดึงคน


ผู้จัดการรายวัน(19 พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

ททท.เปิดผลวิจัย 3 ตลาดเป้าหมายหลัก จีน อินเดีย และ อังกฤษ ระบุชัด จีน-อินเดีย เศรษฐีใหม่ กระเป๋าตุง อัพเกรดขึ้นระดับนักท่องเที่ยวพรีเมี่ยมได้ จี้กระทรวงการต่างประเทศของไทย ปลดล็อกวีซ่านักท่องเที่ยวจีน ก่อนคู่แข่งเวียดนามแซงหน้า ส่วนตลาดอังกฤษ ค่าเงินปอนด์แข็ง เป็นผลดีต่อการเดินทางท่องเที่ยว

นายสันติชัย เอื้อจงประสิทธิ์ รองผู้ว่าการฝ่ายสินค้าท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า จากการมองหาตลาดใหม่เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทย พบว่า ตลาด อินเดีย และจีน เป็นตลาดที่มีศักยภาพและลู่ทางการเติบโตที่ดี ซึ่งการเติบโตของ ทั้ง 3 ตลาดจะเติบโตเฉลี่ยประเทศละ 7-8 % ทุกปี โดยตลาดอังกฤษเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ที่มีวันพำนักนานกว่าชาติอื่นเฉลี่ยที่ 10-15 วัน

ดังนั้น ททท. จึงว่าจ้าง บริษัท เอคอร์น มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ รีเสิร์ช คอนซัลแทนส์ จำกัด(ประเทศไทย) ในวงเงิน 2 ล้านบาท ศึกษาหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว คือ จีน อินเดีย และ อังกฤษ เพื่อจะได้ให้เอกชนที่เกี่ยวข้องนำไปวางแผนตลาดได้ ส่วน ททท. ก็จะนำข้อมูลไปจัดทำเป็นแผนปฎิบัติการ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้

ผลการศึกษา ของบริษัท เอคอร์น ซึ่งแยกเป็นรายตลาดพบว่า ประเทศจีนในปี 2547 ชาวจีนเดินทางมาประเทศไทย ที่ 779,070 คน มากเป็นอันดับ 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวแบ่งเป็นรายประเทศที่เดินทางเข้ามาไทยทั้งหมด โดยองค์การท่องเที่ยวโลกระบุว่า ปัจจุบันคนจีนเดินทางออกนอกประเทศปีละกว่า 30 ล้านคนและจะเพิ่มเป็น 100 ล้านคนในปี 2563

**จี้กระทรวง ตปท.ปลดล็อกวีซ่า**

ทั้งนี้นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและชนชั้นกลางส่งผลให้เกิดทัวร์ท่องเที่ยวราคาประหยัดและเป็นที่มาของทัวร์ศูนย์เหรียญส่งภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย ดังนั้นวิธีแก้ไข คือต้องขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ร่วมกันจัดระเบียบการดำเนินธุรกิจแบบทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีรายได้สูง เพิ่มขึ้น

ที่สำคัญคือกระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องปลดล็อกวีซ่าให้แก่คนจีนเพื่ออำนวยความสะดวกและยังเป็นการเชิญชวนให้ชาวจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยได้มากขึ้น เพราะจากการที่รัฐบาลจีนเพิ่มจำนวนประเทศที่อนุญาตให้คนจีนเดินทางไปได้ทำให้ชาวจีนมีเดสติเนชั่นให้เลือกเยอะขึ้น คู่แข่งของไทยก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่นเวียดนาม ได้ปลดล็อกวีซ่าให้ชาวจีน ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้น สิงคโปร์ก็มีการปลดล็อกวีซ่า ให้กับนักท่องเที่ยวจีน ในกลุ่ม คอปอเรท อินเซนทีฟ เช่นกัน

**ปรับตัวรับนักท่องเที่ยวอินเดีย**

ด้านตลาดอินเดีย โดยองค์การท่องเที่ยวโลกคาดว่า ในปี 2553 จะเดินทางออกนอกประเทศถึง 15 ล้านคน และในอีก 10 ปีต่อไปจะเพิ่มเป็น 50 ล้านคน โดยในปี 2547 ชาวอินเดียเดินทางมาประเทศไทย 300,163 คน ส่วนใหญ่เป็นคนระดับกลาง แต่กลุ่มคนอาชีพระดับบนของอินเดียมีการเดินทางเข้าประเทศไทยในอัตราการเติบโตที่สูง

การทำตลาดอินเดียควรเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็น All in One Destination เสนอขายความหลากหลายของกิจกรรม บันเทิง ชอบปิ้ง และ อาหาร เมืองเป้าหมาย เช่น บังกาลอร์ มุมไบ เป็นต้น

**ชูประสบการณ์ใหม่รับผู้ดีอังกฤษ**

ส่วนตลาดอังกฤษที่มองว่าประเทศไทยยังมีช่องทางการตลาดในประเทศนี้ เพราะมีปัจจัยบวกที่จะเข้ามาส่งเสริม ได้แก่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเข้มแข็งของค่าเงินปอนด์ ซึ่งเป็นค่าเงินที่แข็งที่สุดในโลก ประกอบกับชาวอังกฤษ เดินทางท่องเที่ยว เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และนิยมที่จะเดินทางไปยังประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ประเทศไทย จึงเหมาะที่จะเป็นจุดพักของการเดินทางแต่ละครั้ง ไม่ว่า เข้าจะเดินทางไปออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรืออินเดีย เป็นต้น

โดยปี 2547 ชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาไทย 628,679 คน มีระยะเวลาพำนักนาน 10-15 วัน ดังนั้นสินค้าที่ควรนำเสนอได้แก่ ท่องเที่ยวแนวผจญภัย , กลุ่มความสนใจพิเศษ ,กลุ่มเพื่อผ่อนคลาย , กลุ่มเชิงวัฒนธรรม และกลุ่มประชุมสัมมนา เน้นการท่องเที่ยวเชิงลึกมากว่าการพาชมทัศนีภาพทั่วไป นอกจากนั้นยังควรให้ผู้ประกอบการยกระดับสินค้าและบริการ ให้เป็นระดับพรีเมี่ยม


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.