UMSเผยไตรมาสแรกปีนี้ใกล้Q4ปี48มั่นใจลูกค้าเกิน100รายดันขายโต30%


ผู้จัดการรายวัน(16 พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

UMS เผยไตรมาสแรกปีนี้ใกล้เคียงกับไตรมาสสุดท้ายปี 48 มั่นใจไตรมาสสองความต้องการใช้ถ่านหินเพิ่มและเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าแต่ละรายทะยอยเปลี่ยนเตาบอยเลอร์ใช้เวลาต่างกัน คาดดันรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่ระดับ 30 % และจะรักษากำไรขั้นต้น 25-30 % ขณะที่ปีนี้ลูกค้าเกินเป้า 100 รายแน่

นายชัยวัฒน์ เครือชะเอม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค ไมนิ่งเซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) (UMS ) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ของบริษัทใกล้เคียงกับไตรมาสสุดท้ายของปี 48 แต่ต่ำกว่าไตรมาสแรกของปี 48 เล็กน้อย เพราะแม้ว่าความต้องการใช้ถ่านหินจะมีมากขึ้นเป็นลำดับจากปีก่อนถึงปัจจุบัน แต่ช่วงไตรมาสแรกปี 48 ราคาถ่ายหินปรับตัวสูงขึ้นอันเป็นผลจากการขาดแคลนวัตถุดิบในตลาด ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าและสต๊อกสินค้ามีน้อย ส่งผลให้ราคาขายเพิ่มอย่างเห็นได้ชัและมีลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามาอีก จึงเป็นแรงหนุนให้ยอดขายและกำไรของบริษัทในช่วงดังกล่าวสูง ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้แม้ความต้องการใช้ถ่านหินจะมีมากขึ้น แต่ราคาค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกปีนี้ก็ใกล้เคียงกับไตรมาสสุดท้ายของปี 48 เนื่องจากลูกค้าของบริษัทที่เริ่มเปลี่ยนเตาบลอยเลอร์ใหม่ทยอยหันมาใช้ถ่านหินแทนการใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง แต่จะเห็นภาพชัดในไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเฉพาะแนวโน้มของภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องปัจจุบันราคาน้ำมันเตาอยู่ที่รับ 15-16 บาทต่อลิตรพิ่มเป็นกว่า 20 บาทต่อลิตร จะทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและกลางหันมาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงกันมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ต้องรอเวลาการเปลี่ยนเตาใหม่ก่อน เนื่องจากพบว่าลูกค้าหลายรายอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเตา และอาจต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงเป็นลักษณะค่อยปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับการประกอบธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย

“ ลูกค้าของเราบางรายอาจล่าช้าไปบ้าง ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนเตาใหม่ แต่ผมเชื่อว่าแนวโน้มการหันมาใช้ถ่านหินจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะราคาน้ำมันเตาจะต้องเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมอยู่ที่ 15-16 บาท ” นายชัยวัฒน์กล่าว

โดยปีนี้ UMS จะมีคลังสินค้าแห่งใหม่เพิ่มอีก ซึ่งจะทำให้บริษัทมีพื้นที่สต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 4-5 หมื่นตันต่อเดือนเป็นมากกว่าแสนตันต่อเดือนหรือเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากเดิม อันจะทำให้บริษัทสามารถเก็บถ่านหินไว้ในสต๊อกเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนเตาของลูกค้าจะเป็นแบบทยอยเปลี่ยน ดังนั้นการได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มเข้ามาอีกจะเห็นผลขึ้นเรื่อย ๆ เป้าหมายลูกค้าเพิ่มเป็น 100 รายในปีนี้จะเกินเป้าแน่ อันเป็นผลจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง บวกกับด้านการตลาดของบริษัทที่เร่งหาลูกค้าใหม่เพิ่ม จึงส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของลูกค้าเป็นลำดับ ขณะที่การเติบโตของรายได้ปีนี้ยังคงอยู่ในระดับ 30% เหมือนทุกปีที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทจะยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในระดับ 25-30% โดยในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯมีกำไรอัตราขั้นต้น 31% และปีนี้ก็จะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้ประมาณ 30% เนื่องจากมีการบริหารต้นทุนให้ลดลง โดยหากมีการสร้างคลังสินค้าแล้วเสร็จเร็วก็จะทำให้บริษัทฯมีกำไรขั้นต้นดีขึ้น ขณะเดียวกันตั้งเป้ารักษาหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้ได้ในระดับไม่เกิน 1 เท่า จากปัจจุบันที่มี D/E ในระดับ 0.79 เท่า เพื่อให้บริษัทฯมีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ

สำหรับ กรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจาก UMS สามารถควบคุมต้นทุนทางการขนส่งและค่าระวางได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการบริหารและอยู่ในวงการนี้มานาน

โดยผลงานงวดสิ้นปี 48 บริษัทมีกำไรสุทธิ 164.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 134.53 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นเพิ่มจาก 2.26 บาทเป็น 2.35 บาาทต่อหุ้น เนื่องจากการมีลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก มีผลทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.