ตลาดสวอป ทางออกนักลงทุน?


นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2543)



กลับสู่หน้าหลัก

แม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าอนุพันธ์ (Derivatives) ได้ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อกระบวน การลงทุน การจัดหาเงินทุน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) รวมทั้งเป็นแหล่งรายได้ ที่มีบทบาทสูงของสถาบันการเงินก็ตาม ผู้กำกับสถาบันการเงิน และผู้บริหารธุรกิจหลายแห่งกลับมีความเป็นห่วงว่าเครื่องมือทางการเงิน ที่ซับซ้อนจะทำให้ระบบสถาบันการเงินมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินมากขึ้น

เช่นเดียวกับตลาดการแลกเปลี่ยน (swap market) ในยุคแรกๆ นั้น จัดเป็นผลแนวความคิดด้านค้ากำไร โดยมุ่งหวัง ที่จะฉกฉวยผลประโยชน์จาก ความได้เปรียบเสียเปรียบของธุรกิจ 2 แห่งในการระดมทุนจากตลาดต่างๆ

ตลาดสวอป เริ่มขึ้นในทศวรรษ 1960 โดยเป็นการสวอปเงินตราต่างประเทศ (currency swap) และความ สำคัญของตลาดนี้ได้เพิ่มขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่องจากปัจจัยหลักๆ คือ เกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ของตลาดทุนระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดการสวอปเงินตราต่างประเทศ เป็นส่วนทำให้การเชื่อมโยง ของตลาดการเงินระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้น

ประการต่อมา เกิดจากนวัตกรรม เกี่ยวกับการสวอปอัตราดอกเบี้ยได้ทำให้เกิดการแปรรูปแนวทางการจัด การหนี้สินระยะปานกลาง และการจัดการทรัพย์สินของธุรกิจ

ประการสุดท้าย ความมุ่งมั่นของ ธนาคารโลกต่อการผลักดันโครงการ สวอปด้วยการเป็นผู้นำ และผู้ใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างจริงจัง ได้ทำให้เทคนิคนี้ได้รับความนิยมเร็วกว่าปกติ

สำหรับในประเทศไทยตลาด สวอป มีขนาดใหญ่ และมีประสิทธิภาพมากในช่วงปี 1994 โดยเฉพาะรูปแบบการระดมทุนในต่างประเทศ (offshore) จนกระทั่งเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลาดสวอปไทยได้หยุดชะงักลงช่วง 18-24 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีการระดมทุนในต่างประเทศบ้างเป็นครั้งคราว

"นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้การระดมทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีไม่มาก เกิดจากความไม่แน่นอนเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงข้อจำกัดของสภาพคล่อง และเมื่อไม่นานมา นี้การระดมทุนในประเทศมีการเติบโตอย่างมาก" เกรก เมเจอร์ หัวหน้าฝ่ายตลาดอนุพันธ์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกธนาคารเอบีเอ็น แอมโรกล่าว

หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เงื่อนไขต่างๆ ของการระดมทุน ในประเทศ (onshore) ดีขึ้น อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินในตลาดต่างประเทศ (offshore lending) ว่าธนาคารพาณิชย์มีขีดความสามารถจำกัดในสนับสนุนการระดมทุนรูปแบบดังกล่าว

เมเจอร์บอกว่าการพัฒนาของตลาดการระดมทุนในประเทศ (on-shore market) สิ่งแรก ที่จะต้องคิด คือ ในเรื่องความเสี่ยงของทั้งธนาคารพาณิชย์ และลูกค้า อีกทั้งความกระตือ รือร้นการพัฒนาตลาดทุนในประเทศ

"นี่เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับการพัฒนาตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศ (local currency swap market)"

หากสังเกตระหว่างตลาดพันธบัตร (bond) กับตลาดสวอป ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างไรนั้น สำหรับในไทย สามารถคาดเดาได้ว่าตลาดพันธ บัตร และตลาดสวอปจะเติบโตคู่กันไป ตลาดพันธบัตรจะยังไม่อาจขยายตัวได้มากหากตลาดสวอปไม่เติบโตอย่างรวดเร็ว

"เหตุผลก็คือ คุณกำลังจะมีแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นจากรายย่อยหรือนักลงทุนสถาบัน และตลาดพันธบัตรมาดึงเงินจากนักลงทุนแล้วส่งกลับไปให้ผู้กู้ยืมอีกทีหนึ่ง" เมเจอร์บอก

อย่างไรก็ดี หากผู้กู้ยืมเหล่านั้น ไม่สามารถบริหารความเสี่ยง ที่มีอยู่ด้วยได้แล้ว หรือใช้เงินทุน เพื่อแปลงเป็นเงินสกุลอื่นหรือทำธุรกรรมอื่น ก็ไม่สามารถใช้เงิน ที่ระดมทุนได้อย่างเต็มประสิทธิ ภาพ ตลาดสวอปจะโตขึ้นสอดคล้องกับตลาดพันธบัตร และทั้งสองก็จะหล่อเลี้ยงกัน

ในตลาดการเงินแถบเอเชียมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะชี้ได้ว่าตลาดการเงินไทยก็น่าจะมีการพัฒนาในเชิงบวกด้วย เพราะหากดูตลาด หุ้นรอบเอเชีย ที่มีการพัฒนาขึ้นมา ปรากฏว่าแต่ละแห่งยังทิ้งห่างกันในแง่ของการพัฒนาการในแง่เวลา ที่เห็นได้ชัด คือ ฮ่องกง ซึ่งพัฒนาไปเป็นแห่งแรก และปัจจุบันเป็นตลาดที่มีความคล่องตัวสูง รวมทั้งเป็นตลาดตราสารอนุพันธ์ด้วย

ตลาดสิงคโปร์ ที่โตมาด้วยกัน ครึ่งปีแรก ที่ผ่านมาออกพันธบัตรสกุลเงินในประเทศในปริมาณ ที่มาก และเมื่อผลิตภัณฑ์ในรูปของตราสารอนุพันธ์มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมากโดยอยู่ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ รวมทั้งมีความซับซ้อนมากขึ้น

"ตลาดที่พัฒนาในทางเดียวกัน อย่างเช่น อินเดียหรือไต้หวันที่ตลาดพันธบัตรมีการวางรากฐานดี และตลาด สวอปก็กำลังเติบโต และเริ่มเข้าสู่ช่วงการเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ซับซ้อนขึ้น หรือแม้แต่ในไทยจะเห็นได้ว่าตลาดพันธ บัตร และตลาดสวอปโน้มเอียงไปในทาง ที่จะเติบโตแบบเดียวกับ ที่เราเห็นในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก" เมเจอร์อธิบาย

เกิดคำถามตามมาว่าแล้วไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง ซึ่งถ้าหากกลับไปดูสิ่งที่สิงคโปร์ดำเนินการไป จะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของตลาดตราสารหนี้

"คาดว่าไทยจะใช้กรอบเวลาเช่นเดียวกัน ถ้าสมมติว่าเราไม่ได้ศึกษาวิกฤติการณ์ในเอเชีย ซึ่งมองว่าการพัฒนาตลาดพันธบัตร และตลาดสวอปทั้งหมดจะช่วยไม่ให้เกิดวิกฤติได้ คุณอาจจะคิดว่าอีกสองปีข้างหน้าก็จะเริ่มเห็นตลาดที่สดใส"

สิ่งที่ตามมา ก็คือ ตลาดรอง ที่เข้มแข็งในแง่พันธบัตร และอนุพันธ์ ซึ่งทั้งผู้กู้ยืม และผู้ลงทุนจะหาช่องทางเข้า ไปร่วมด้วย "มันจำเป็นที่จะต้องมีทั้งผู้กู้ยืม และนักลงทุนในตลาดสวอป เพราะจะเป็นตัวผลักดัน ถ้าหากภายในหนึ่งปีหรือปีครึ่ง ไทยไม่สามารถสร้างฐานทั้งสองด้านนี้ได้ก็จะนำไปสู่ความชะงักงัน" เมเจอร์บอก

น่าสนใจเมื่อมองย้อนกลับไป ที่สิงคโปร์ และเห็นว่าตลาดเขาเติบโตมาอย่างไร คือ จะเห็นทั้งภาวะการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุน ช่วงแรกผู้กู้ยืม เข้าจู่โจมจากด้านการเสนอขายในตลาดดอลลาร์สิงคโปร์ จากนั้น ผู้ระดมทุนต่าง ชาติก็เข้ามาออกพันธบัตรในรูปดอลลาร์ สิงคโปร์ แต่ไม่ได้สวอปเป็นดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลยูโร ที่จะช่วยธุรกิจจากทางด้านของหนี้

ท้ายที่สุดก็เกิดพันธบัตรล้นเกิน เป็นเวลาเดียวกับ ที่เริ่มเห็นธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด และได้รับการกระตุ้นจากคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ และหน่วยงานอื่นๆ ของสิงคโปร์ ทำให้เกิดความต้องการการระดมทุนในรูปดอลลาร์สิงคโปร์ระยะยาว

"ส่งผลให้เกิดการสวอปแบบอัตราผลตอบแทนคง ที่ ที่มีกำหนดระยะเวลานาน ทำให้เกิดการแกว่งกลับไปอีกด้านหนึ่ง การไหลเข้า และออกระหว่างผู้กู้ยืมกับนักลงทุนค่อยๆ ทำให้เกิดสภาพ คล่อง และสร้างตลาดแบบสองทางที่ดีขึ้นมาด้วย นับว่าเป็นรูปแบบ ที่ไทยควรจะใช้เช่นกัน" เมเจอร์ให้ความเห็น

สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะบอกว่าถ้าหาก เป็นบริษัทในไทยในยุคก่อน ที่จะมีตลาด พันธบัตรหรือตลาดสวอป หากต้องการระดมทุนเป็นสกุลต่างประเทศต้องกู้ยืมจากต่างประเทศโดยผ่านธนาคารหรือตลาดพันธบัตร

"แต่ทุกวันนี้คุณมีทางเลือก อาจจะออกพันธบัตรในประเทศเป็นเงินบาทแล้วใช้ตลาดสวอป เพื่อระดมเงินสกุลต่างประเทศได้ วิธีนี้ไม่เคยทำมาก่อน คุณจะต้องตัดสินใจให้ดีระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ และระหว่างดอกเบี้ยของพันธบัตรกับการสวอป" เมเจอร์กล่าว

ดังนั้น ไม่ว่าจะในจุดไหนก็ตามหากต้องการระดมเงินสกุลต่างประเทศ อาจจะออกพันธบัตรสกุลเงินบาทแล้ว สวอปเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐหรือเยนญี่ปุ่น หรืออาจจะไปติดต่อกับแหล่งเงินทุนต่างประเทศโดยตรงก็ได้

"ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็หมาย ความว่ามีทางเลือกมากขึ้นในการระดมทุน และเรากำลังจะใช้ตลาดสวอป เพื่อผลักดันแหล่งเงินทุน ที่มีต้นทุนถูกลง" เมเจอร์บอก

เช่นเดียวกัน หากธุรกิจไหนดำเนินงาน ที่เกี่ยวข้องกับเงินบาทล้วนๆ และต้องการระดมทุนในรูปเงินบาทอาจไประดมทุนจากตลาดพันธบัตร แต่ด้านกลับ ก็คือ ธุรกิจนั้น อาจจะมีหนี้สินในรูปสกุลเงินต่างประเทศในงบดุล จากวิธีย้อนกลับ ที่อาจจะระดมทุนในรูปแบบ เงินกู้ร่วม (syndicated loan) หรือตลาดแยงกี้

"ครั้งนี้ ก็ใช้ตลาดสวอปเป็นตัวแปลงเงินสกุลต่างประเทศให้กลับเป็นหนี้เงินบาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบ แทน เพราะเมื่อทำแล้วอาจจะได้ต้นทุนถูกกว่า ที่จะไปชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ" เมเจอร์กล่าว

อย่างไรก็ดี จะต้องคิดให้รอบ คอบระหว่างการกู้เงินในประเทศ และต่างประเทศ แล้ววางแนวทางผสมผสาน เรื่องสกุลเงิน และอัตราดอกเบี้ย ที่ต้อง การไว้ แล้วใช้ความคล่องตัวของตลาดทุน และตลาดเงินกู้ดำเนินการตามแนวทางของธุรกิจ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.