|

การเมือง-น้ำมัน--เงินเฟ้อพ่นพิษโบรกปรับลดกำไรบจ.ติดลบ8%
ผู้จัดการรายวัน(9 พฤษภาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
โบรกเกอร์ ปรับลดกำไรบจ.ติดลบ 8% จากเดิมในช่วงต้นปีที่เคยประเมินว่าจะโตในช่วง 0-5% เหตุถูกราคาน้ำมันพุ่ง ปัญหาการเมือง และภาวะเงินเฟ้อ ฝ่ายวิจัยบล.นครหลวงไทยประเมินถ้าดัชนีทะลุผ่าน 780 จุดมีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนสูง พร้อมแนะให้เลือกซื้อหุ้นที่มีสิทธิที่ดี เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์,โรงแรมและโรงพยาบาล พร้อมชี้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนที่มีถึง 57% จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน
นายสาธิต วรรณศิลปิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัดเปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งพบว่าฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ได้มีการปรับลดประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนลดลง ซึ่งพบว่ามีบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งประเมินว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ติดลบ 8% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุด และสูงสุด 5% ซึ่งมองว่ามีโอกาสที่จะติดลบในระดับ 8% ก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเทียบกับช่วงต้นปี 2549 นั้นบริษัทหลักทรัพย์จะมองว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นในระดับ 0-5%
โดยสาเหตุที่ที่บริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มีการปรับประมาณการลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงปัจจัยทางการเมือง โดยจากบทวิจัยของบล.นครหลวงไทยนั้นได้มองว่ารายได้จากอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุน ซึ่งรวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากสุดจำนวน 57% อุตสาหกรรมพลังงาน 26% อุตสาหกรรมบริการ 13% และอุตสาหกรรมส่งออก 4% โดยมองว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และอาจจะเป็นกลุ่มที่ถูกปรับลดได้ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมพลังงานจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว
ส่วนเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในไตรมาสแรกพบว่าได้ไหลเข้าลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมแล้ว 21 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2548 ที่มีจำนวน 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี ทำให้มีการย้ายการลงทุนออกจากตลาดพันธบัตรมาสู่ตลาดทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งที่ไม่ได้สอดคล้องกับผลประกอบการที่มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ เครื่องมือในการชี้วัดว่าเม็ดเงินของต่างชาติจะหยุดไหลเข้าลงทุนก็ต่อเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ จะแตะที่ระดับ 6% เพราะเป็นระดับที่ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับผลตอบแทนมากเพียงพอที่จะดึงเงินลงทุนกลับ และอีกปัจจัยคือสภาพเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น เพราะมองว่าเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว ดังนั้นมีโอกาสที่ธนาคารกลางของญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้
นายสาธิต กล่าวว่า ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจในประเทศถูกกดดันจากหลายปัจจัยทั้งราคาน้ำมัน การเมือง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้สนับสนุนกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาราคาหุ้นและสินทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจากสภาพคล่องที่ไหลเข้าลงทุน อย่างไรก็ตาม หากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาผ่านระดับ 780 จุดเมื่อไหร่
ซึ่งจะมีค่าพี/อี เรโชประมาณ 10% ถือว่าสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งไม่สะท้อนปัจจัยที่แท้จริง และอาจจะทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีมีความผันผวนอย่างมาก
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.นครหลวงไทย กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันได้แนะนำให้นักลงทุนควรหันมาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เพื่อรองรับเม็ดเงินจากต่างประเทศ แต่ควรเลือกพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Play) เนื่องจากประเมินการเติบโตผลประกอบการได้ยาก และมีความผันผวนสูง รวมถึงเลือกหุ้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่า (Undervalue) นั่นก็คือหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (P/BV) อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น(ROE)ในระดับสูง และปันผลดี อย่างเช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และธนาคารพาณิชย์
สำหรับแนวโน้มตลาดในไตรมาส 2 นี้ ได้รับอิทธิพลจากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัจจัยอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯที่มองว่าไม่น่าจะปรับสูงเกิน 5% โดยปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยบวก ส่วนปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดคือ ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เงินลงทุนของประเทศไหลเข้ามาในตลาดหุ้นของไทยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากค่าพี/อี เรโชของตลาดหุ้นไทยที่ยังต่ำ ซึ่งยังไม่เกิน 10 เท่า ในขณะที่ค่าพี/อี เรโชของตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 17 เท่า และถ้าเป็นค่าพี/อี เรโช ของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 14 เท่า และนักลงทุนต่างชาติได้รับผลประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 8% โดยประเมินว่าดัชนีคงจะมีอยู่ในระดับ 780-800 จุดได้ และก็มีโอกาสที่จะมาเหนือระดับ 800 จุดได้เช่นกัน แต่อาจจะไม่สามารถยืนในระดับดังกล่าวได้นาน และถ้าขึ้นมาในระดับดังกล่าวดัชนีคงจะมีความผันผวน
นอกจากนี้ ได้แนะนำนักลงทุนหันมาลงทุนในหุ้นกลุ่มหลักเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อรองรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีนัยสำคัญ รวมถึงผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐสหรัฐ 10 เพิ่มขึ้นเกิน 5% ทำให้มีเงินต่างชาติยังไหลเข้ามาต่อเนื่องและหากผลตอบแทนอยู่ที่ 6% จึงน่าจะชะลอการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน และกลุ่มที่น่าลงทุนได้แก่กลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ฯ กลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรม รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|