ตลาดไม้พื้นวูบสำลักน้ำมันเบรกแผนลงทุนหันนำเข้าสินค้าจีนขายแทน


ผู้จัดการรายวัน(8 พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

ตลาดไม้พื้นวัสดุก่อสร้างสะอึก วิกฤติการเมือง ภาวะน้ำมันผันผวนหนัก ผู้ประกอบการตลาดไม้พื้น เบรกการลงทุนเพิ่ม รอความชัดเจน เศรษฐกิจ-การเมือง หันนำเข้าสินค้าจากจีนลดต้นทุนผลิตสินค้าพยุงตัวรอด " ลีโอวูดฯ"ระบุตลาดล่าง กทม.อิ่มตัว เร่งขยายช่องตลาดต่างจังหวัดขยายฐานลูกค้า ด้านน้องใหม่ "ไพร์ซ ออฟ วู้ด"ใจถึง พลิกวิกฤติ ดึงโครงสร้างหลังค้าไม้ ตีตลาดโครงสร้างหลังคาเหล็กรอตลาดฟื้น ชูจุดขายต้นทุนต่ำกว่า 30%

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมือง ต่อเนื่องมาจนถึงภาวะน้ำมันขึ้นราคา และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมชะลอตัวลง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติด้านการเมือง ส่งผลอย่างหนักต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์จนผู้ประกอบการบ้านจัดสรร ชะลอการพัฒนาโครงการทำให้ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไม่กล้าปรับขึ้นราคา แม้ว่าในปัจจุบัน ราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในการขนส่ง และการผลิต แต่ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้ ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างหลายๆ ราย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการไม้พื้นจริง และวัสดุทดแทนไม้ ต่างชะลอการลงทุนและเตรียมหันไปนำเข้าสินค้า จากจีนแทน ซึ่งล่าสุดจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่รุนแรง ส่งผลให้ทุกรายชะดูความชัดเจนของตลาดออกไป

นายสมานชัย อธิพันธุ์อำไพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีโอวูด อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายไม้พื้นลามิเนต "ลีโอวูด" กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ได้ทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น กับภาวะเศรษฐกิจ เพราะความชัดเจนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน การเมือง จะมีความชัดเจนเมื่อใด จึงได้ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนการนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัสดุตกแต่งจากประเทศจีน โดยการจ้างผลิตภายใต้แบรนด์ ของบริษัท อาทิ สินค้าในกลุ่มสุขภัณฑ์ กระเบื้องเซรามิก ฯลฯ ออกไป จากเดิมที่เตรียมเปิดตัวในช่วงต้นปี

ทั้งนี้ จากการหารือกับกลุ่มร้านตัวแทนจำหน่ายสินค้า และสมาคม ผู้ผลิตและนำเข้าไม้พื้นประมาณ 20 ราย ทำให้ทราบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า ตลาดชะลอตัวลงมาก ผู้ประกอบการน่าจะชะลอออกการลงทุนออกไปก่อน เพราะทางร้านค้าเองก็ไม่มั่นใจสภาพตลาดและกำลังซื้อของผู้บริโภค ในขระเดียวกันกลุ่มธุรกิจไม้พื้นลามิเนตเองก็ตัดสินใจว่าไม่ควรจะขยายกำลังการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ แต่ควรจะประคองตัวมากกว่า สำหรับในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา "ลีโอวูดฯ"เองมียอดขาย160 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในเป้าที่วางไว้

สำหรับ แผนการทำตลาดให้กับพื้นไม้ลามิเนต ลีโอวูด ในปี 2549นี้ บริษัท จะเน้นการขยายตลาดต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น โดยการขยายเพิ่มตัวแทนจำหน่ายไปยังต่างจังหวัดอีก 50% จากที่ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายประมาณ 200 ราย ซึ่งการขยายตัวแทนจำหน่ายดังกล่าว จะเน้นหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก เนื่องจากเชื่อว่าตลาด กรุงเทพฯ เริ่มอิ่มตัวแล้ว โดยเฉพาะการขยายช่องทางจัดจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดต่างจังหวัดมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30-40% จากเป้าหมายรวมที่วงการเติบโตไว้เพียง 20% ทั้งนี้ ถือว่าตลาดในกรุงเทพฯ เป็นตลาดสร้างยอดขายหลักให้กับกลุ่มลีโอวูดมีสัดส่วนยอดขาย 70% ต่างจังหวัด 30% เพราะวัสดุพื้นไม้ลามิเนตยังเป็นตลาดที่ใหม่มากสำหรับในต่างจังหวัด ซึ่งหากเน้นขยายตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น สัดส่วนยอดขายต่างจังหวัดจะขยับขึ้นอีก 5%

ขณะที่นายสุรพล ชินเวชกิจมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-เยอรมัน เดคคอร์ ผู้นำเข้า พื้นไม้ ลามิเนต แบรนด์ โครโนเท็กซ์ กล่าว่า ตลาดพื้นไม้ลามิเนตในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพื้นไม้จากประเทศ

จีนที่ทะลักเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันและดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาวะทางการเมืองยังผันผวน ทำให้ตลาดพื้นไม้ภายในประเทศหดตัว จากสภาพตลาดดังกล่าวทำให้บริษัทต้องปรับแผนการตลาดที่เจาะกลุ่มลูกค้าตลาดพรีเมียมมากขึ้น เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและฐานกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยใช้ งบการตลาดจำนวน 5 ล้านบาท โดยในปี48 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 200 ล้านบาท โดยขายผ่านโครงการ50% และอีก 50% ขายผ่านกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้านและสถาปนิก ส่วนปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30%

นายกิตติ อภิชนบัญชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอ เพาเวอร์ จำกัด ผู้นำเข้าไม้ปูพื้นลามิเนต (ไม้ปูพื้นสำเร็จรูป) แบรนด์ "กาแลนท์" กล่าวว่า จากผลกระทบดังกล่าวบริษัทได้วางกลยุทธ์ใหม่โดย หันมาจับตลาดระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและการชะลอตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น้อยที่สุด บวกกับมีผู้ประกอบการบางส่วนนำเข้าไม้พื้นลามิเนตจากประเทศจีนที่มีราคาถูกเข้ามา ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคากันอย่างรุนแรง ล่าสุด จึงได้จับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตไม้ลามิเนตจากประเทศเบลเยียม นำเข้าสินค้าแบรนด์ใหม่ "ควิกสเต็ป" เข้ามาทำตลาดในไทย ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 50 ล้านบาท

สำหรับทิศทางของ "เคเอ เพาเวอร์"ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น เนื่องจากมองว่างานโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดฯ อาจชะลอตัวลง โดยจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้นจาก 30-40% ของรายได้รวมเป็น 40-50% กลยุทธ์หลักจะใช้การส่งทีมเซลล์เพื่อเข้าสู่ลูกค้าแบบขายตรง และเร็วๆ นี้จะจัดแคมเปญกับสินค้าที่วางขายในโฮมโปรโฮมเวิร์ค และแกรนด์โฮมมาร์ท และคาดว่าจะสามารถผลักดันให้บริษัทมียอดขายรวมถึง 140 ล้านบาทตามเป้า หรือเติบโตขึ้น 60%

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแนวคิดที่จะลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตไม้พื้นลามิเนต เนื่องจากความต้องการใช้ยังไม่สูงมากนัก ประกอบกับภาวะปัจจุบันไม่เหมาะที่จะขยายการลงทุน เพราการก่อสร้างโรงงานต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ด้านนายคมวิทย์ บุญธำรงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์ซ ออฟ วู้ด จำกัด ผู้ผลิต พื้นไม้จริง และผลิตภัณฑ์ ตกแต่ง น้องใหม่ซึ่งเปิดตัวในงาน สถาปนิค 2006 เป็นครั้งแรก กล่าวว่า แม้ว่าผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างรายอื่นๆ จะมองว่าตลาดชะลอตัวลงไป ทำให้ยังชะลอการขยายการลงทุนแต่ โดยส่วนตัวเชื่อว่า ภาวะที่เป็นปัจจัยลบต่างๆ จะมีความชัดเจนในไม่ช้าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะกลับมา ประกอบกับสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าในกลุ่มโครงสร้างหลังคาไม้ สำเร็จรูปซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนการก่อสร้างของผู้ประกอบการได้ถึง 30% จึงยังมีโอกาสทางการตลาดมาก กว่าตลาดโครงสร้างหลังคาเหล็ก ซึ่งมีราคาปรับสูงขึ้น โดยบริษัท ตั้งเป้าว่า ในปีแรกที่เข้ามาทำตลาดบริษัทจะมีส่วนแบ่งตลาดไม่ต่ำกว่า 1% จากมูลค่ารวมของตลาด และมีแผนจะขยายตลาดโดยตั้งเป้าว่าจะเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ไม้ โดยจะมีผลิตภัณฑ์สินค้าไม้ครบทุกชนิด


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.