ริชเอเซียสตีลเล็งแตกไลน์ธุรกิจรุกเจาะอุตสาหกรรมยานยนต์


ผู้จัดการรายวัน(4 พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

ริช เอเซีย สตีล ยื่นไฟลิ่ง เสนอขายหุ้น 100 ล้านหุ้น ตั้งเป้าเป็นผู้นำ ในการผลิต จัดหา จำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก หวังเงินระดมทุนซื้อเครื่องจักรแตกไลน์ธุรกิจผลิตเหล็กแปรรูปเจาะอุตสากรรมยานยนต์ ดันกำลังการผลิตปี49เพิ่มเป็น 2.15 แสนตันต่อปี จาก1.25ตันต่อปี

รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า บริษัท ริช เอเซีย สตีล จำกัด (มหาชน)ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้าง จัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทต่างๆ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)จำนวน 100 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 20%ของจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์)หุ้นละ 1 บาท ซึ่งภายหลังจากการเสนอขายหุ้นครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้บริษัทจะนำไป ใช้ในการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูป อุตสาหกรรม จำนวน 80 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท โดยบริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในการในการผลิต การจัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูปทุกประเภท ซึ่งบริษัทมีโครงการที่จะผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ท่อเหล็กโครงสร้างมาสู่กลุ่มลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูป อุตสาหกรรมใช้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและมีมาตรฐานในการตรวจรับสินค้าที่เข้มงวด เนื่องจากบริษัทมองว่า ปริมาณของผลิตภัณฑ์เหล็กแปรรูปอุตสาหกรรม ที่มีอยู่ในตลาดยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้บริษัทได้เริ่มทำการตลาดในธุรกิจส่วนนี้โดยติดต่อให้ลูกค้าเข้ามาชมโรงงานและส่งสินค้าตัวอย่างให้พิจารณาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2548 ซึ่งจากการทดลองส่งสินค้าตัวอย่างให้พิจารณา บริษัทสามารถผลิตสินค้าที่ผ่านมาตรฐานและเกณฑ์การตรวจสอบรับสินค้าที่เข้มงวดของลูกค้าได้ ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มรับคำสั่งซื้อและผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมให้แก่กลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2548 และมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมดังกล่าวในอนาคต

อย่างไรก็ตามบริษัทจะมีการผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรมโดยเน้นการผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยขณะนี้ความคืบหน้าโครงการดังกล่าวนั้นบริษัทอยู่ระหว่างเปรียบเทียบราคาเครื่องจักรที่จะสั่งซื้อเพื่อเพิ่ม กำลังการผลิตในการผลิตเหล็กแปรรูปอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะทำการสั่งซื้อเครื่องจักรในช่วงเดือนสิงหาคม 2549 และเริ่มการผลิตได้ในไตรมาส2 ของปี 2550 ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 90,000 ตันต่อปี และหากรวมกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เดิมที่บริษัทมีอยู่ 125,000 ตันต่อปี ในปี 2548 จะทำให้กำลังการผลิตรวมในปี 2549 เพิ่มเป็น 215,000 ตันต่อปี

สำหรับผลประกอบการปี 2547 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 3,379.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 4,904.96 ล้านบาท ในปี 2548 และมีอัตรากำไรขั้นตั้งสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 3.95%ในปี 2547 และลดลงเหลือ 27% ในปี 2548 ซึ่งเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทอื่นที่บริษัทจำหน่าย ถึงแม้รายได้รวมจากการขายของบริษัทเพิ่มขึ้นตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทอยู่ระหว่างขยายธุรกิจทั้งในด้านการซื้อเครื่องจักรเพื่อขายกำลังการผลิต การขยายศูนย์กระจายสินค้า การสำรองวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการการและบริหาร ดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิเปลี่ยนแปลงไม่มาก โดยมีกำไรสุทธิ 30.84 ล้านบาท ในปี 2547 เพิ่มเป็น 31.54 ล้านบาทในปี 2548

ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50%ของกำไรสุทธิ โดยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 ผู้ถือหุ้นของบริษัทอนุมัติให้จ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 12.50 บาท หรือคิดเป็นเงิน 50 ล้านบาท แก่นักลงทุนที่มีรายชื่อในสมุดทะเบียนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

สำหรับความเสี่ยงของบริษัทเกิดจากความผันผวนของราคาเหล็กรีดร้อนเป็นวัตถุดิบหลักบริษัทนั้น ดังนั้นบริษัทมีนโยบายในการสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นจำนวนครั้งละประมาณ 10,000 ตันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้บริษัทต่อรองราคาวัตถุดิบกับผู้ขาย และมีนโยบายการใช้ต้นทุนวัตถุดิบบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆอัตรากำไรของบริษัทในการกำหนดราคาขายของสินค้าเพื่อรักษาของกำไรของบริษัท รวมถึงบริษัทมีความเสี่ยงจากการที่บริษัทสั่งซื้อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจากผู้จัดจำหน่ายหลัก 1 ราย คือ บริษัท เกรทอีสเทิร์นอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของผู้ผลิตและจำหน่ายรายใหญ่ของประเทศไทย คือ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน)หรือ GSTEEL แต่ที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนเหล็ก

นายสมเกียรติ วงศาโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทริช เอเชีย สตีล จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า คาดว่าหุ้นของบริษัทจะสามารถเปิดจองและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปีนี้ โดยมี บล.ซีมิโก้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.