|

CPNมั่นใจแบรนด์ดูดนักชอป
ผู้จัดการรายวัน(28 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมเปิดบริการโครงการเซ็นทรัลเวิลด์อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จด้านการขายและการตลาด แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ภาวะราคาค่าน้ำมันและค่าครองชีพสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากประสบการณ์ช่วงปี 2540 หรือเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยเจอวิกฤติน้ำมันแพง คงจำได้ว่า สถาบันการเงินจำนวนมากล่มสลายลง ธนาคารถูกต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์จำนวนมาก แต่เราก็ผ่านพ้นวิกฤตินั้นมาได้
“เราพบว่าในภาวะวิกฤติ พฤติกรรมผู้บริโภคมักจะวิ่งเข้าหาผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเสมอ ทำให้เราค้าขายดีขึ้น แต่ยอมรับว่ายอดรายได้ช่วงนั้นตกลงเล็กน้อยแค่ 5% เพราะว่าเรายังมีปริมาณลูกค้าเข้าออกศูนย์ทุกแห่งของเรามากเหมือนเดิม ในทางตรงกันข้ามตอนนี้เราทำโครงการขนาดใหญ่ เซ็นทรัลเวิลด์ มีความหลากหลายครบวงจร ยิ่งทำให้เกิดความน่าสนใจ อีกทั้งเรายังสามารถควบคุมต้นทุนดำเนินการเดิม 26,000 ล้านบาทได้ ไม่บานปลาย”
สำหรับโครงการเซ็นทรัลเวิลด์ขณะนี้ก่อสร้างไปแล้วกว่า 90% และขายพื้นที่ได้แล้ว 92% คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการสิ้นปีนี้ ส่วนโรงแรมคาดว่าจะเป็นปี 2551 ซึ่งเป็นโรงแรมสูง 55 ชั้น 500 ห้อง ขณะนี้พื้นที่ร้านค้าทั้งหมดคาดว่าจะมีแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติเท่าๆกัน โดยในส่วนของธุรกิจในเครือเซ็นทรัลจะมีเปิดสาขาในศูนย์ฯนี้ประมาณ 20% จากพื้นที่ทั้งหมดกว่า 550,000 ตารางเมตร เช่น ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย บีทูเอส เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ที่จะเป็นแฟลกชิปสโตร์ทุกแบรนด์
นอกจากนั้นยังมีแบรนด์เนมต่างชาติจำนวน 36 แบรนด์ที่เปิดร้านใหม่ในไทยเช่น รองเท้า Campers จากสเปน, “Next” จากอังกฤษ, เสื้อผ้า “Country Road” จากออสเตรเลีย, ร้านเสื้อ “Ted Baker” จากอังกฤษ เป็นต้น
รวมทั้งอีก 35 ร้านแฟลกชิปที่เป็นแบรนด์ดังในไทยเช่น Zara, MNG, Massimo Dutti เป็นต้น จากจำนวนร้านค้ากว่า 500 ร้านในศูนย์ อัตราค่าเช่ามีหลากหลายขึ้นอยู่กับทำเลและขนาดพื้นที่ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 1,000-5,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วทุกศูนย์ฯของบริษัทฯที่ผ่านมาจะปรับค่าเช่าเฉลี่ย 5%
ทุ่ม300ล้านบาทอัดประชาสัมพันธ์
นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการเซ็นทรัลเวิลด์ กล่าวว่า ตั้งงบประมาณด้านการตลาดปีแรกของโครงการนี้ไว้ที่ 300 ล้านบาท แบ่งเป็น งบโฆษณา 30% ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ บิลบอร์ด ส่วนอีก 70% เป็นกิจกรรมการตลาดอีเว้นท์ต่างๆ เช่น การโรดโชว์พบสื่อมวลชนในต่างประเทศ และปีต่อไปคาดว่าจะใช้งบประมาณใกล้เคียงกัน
กลุ่มเป้าหมายโครงการนี้ จะเป็นทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีคนเข้ามาเที่ยวประมาณ 150,000 รายต่อวัน แบ่งเป็นคนไทย 100,000 คนหรือ 70% เป็นกลุ่ม Young Cosmopolitans อายุ 22-45 ปี กลุ่มคนทำงาน คนรุ่นใหม่ ส่วนต่างชาติมุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี เป็นต้น ซึ่งระยะแรกนี้จะมุ่งเน้นคนต่างชาติก่อนเพราะมีกำลังซื้อมาก
ทั้งนี้บริษัทฯคาดว่าในแต่ละปีโครงการาจะมียอดขายทั้งหมดหรือเงินสะพัดในศูนย์ฯประมาณ 140,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นยอดรายได้จากคนไทยและต่างชาติอย่างละ50%เท่ากัน โดยในส่วนของคนต่างชาติ คำนวณมาจากฐานเดียวกับที่คนต่างชาติใช้จ่ายที่เซ็นทรัลชิดลมเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคนต่อครั้ง เมื่อคิดเป็นรายได้ของ
บริษัทฯเองที่มาจากค่าเช่า ค่าบริหารจัดการ ยอดขายจากธุรกิจในเครือคาดว่าจะมีประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการขายของร้านค้า
นายกอบชัย กล่าวต่อถึงกรณีที่ดินสถานฑูตอังกฤษ ถนนเพลินจิต ว่า พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นทำเลที่สวยงามจะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศทาวเวอร์ รีเทล โรงแรม ก็สามารถเสริมศักยภาพเซ็นทรัลชิดลมได้ดี แต่ขณะนี้ยังไม่ได้สรุป ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นอย่างใด เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณโครงการสวนลุมไนท์บาซ่าร์ ซึ่งยังไม่สามารถตอบอะไรได้ แต่การที่จะพัฒนาที่ดินใหญ่กลางเมืองควรที่จะสร้างอะไรให้มีความน่าสนใจที่โดดเด่นมากๆแตกต่างจากโครงการอื่นๆบริเวณรายรอบนั้น
อย่างไรก็ตาม นายกอบชัย ยืนยันว่า จะไม่มีโครงการเซ็นทรัลเวิลด์แห่งที่สองเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ดินเซ็นทรัลเวิลด์นั้นเป็นที่ดินกลางกรุงผืนที่ใหญ่ที่สุด จึงได้ทุ่มเทสร้างสรรค์โครงการที่พร้อมด้วยธุรกิจร้านค้าและไลฟ์สไตล์ยิ่งใหญ่ระดับเอเชีย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|