พิพิธภัณฑ์แซร์นุชี

โดย สุภาพิมพ์ ธนะพรพันธุ์
นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

กรุงปารีสเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์มีทั้งของเอกชนและของรัฐ ค่าเข้าชมมีหลากหลาย บางแห่งเข้าชมฟรี นอกจากนั้นพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งพยายามจัดนิทรรศการเพื่อหารายได้เพิ่มเติม น่ายินดีที่เอกชนจำนวนไม่น้อย บริจาคทรัพย์สินแก่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชนรุ่นหลังได้ชมและศึกษาหาความรู้ต่อไป ดังในกรณีของอองรี แซร์นุชี (Henri Cernushci)

อองรี ซานุชี (Henri Cernuschi) หรืออีกนัยหนึ่งเอนริโก แซร์นุชี (Enrico Cernuschi) เป็นนายธนาคารชาวเมืองมิลาน ลี้ภัยมายังกรุงปารีสหลังจากเกิดการปฏิวัติในแคว้นลอมบาร์ดี (Lombardie) ได้รับสัญชาติฝรั่งเศสในภายหลัง เขาเดินทางรอบโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะวันออกไกล ระหว่างปี 1871-1873 และกลับฝรั่งเศสพร้อมด้วยงานศิลป์กว่า 4,000 ชิ้นจากจีนและญี่ปุ่น จึงสร้างบ้านบนถนน avenue Velasquez เพื่อเก็บโบราณวัตถุเหล่านี้ เมื่อถึงแก่กรรม เขามอบบ้านพร้อมงานศิลป์เหล่านี้แก่กรุงปารีส ซึ่งแปลงบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่ปี 1878 พิพิธภัณฑ์แซร์นุชี (Musee Cernuschi) เป็นศูนย์รวมงานศิลป์จากเอเชียอีกแห่งหนึ่งรองจากพิพิธภัณฑ์กีเมต์ (Musee Guimet) หลังจากปิดเพื่อบูรณะเป็นเวลา 5 ปี พิพิธภัณฑ์แซร์นุชีเปิดบริการใหม่ในเดือนมิถุนายน 2005

จับรถไฟใต้ดินไปขึ้นสถานี Villiers เดินไปตามป้ายที่ชี้บอกทางไปพิพิธภัณฑ์แซร์นุชี เห็นประตูเหล็กขนาดใหญ่สีกรมท่า และทองเปิดอยู่ เป็นปากทางเข้าสวนสาธารณะ มงโซ (Parc Monceau) เดินเข้าไปนิดเดียว พิพิธภัณฑ์แซร์นุชีอยู่ทางซ้ายมือ ตรงประตูทางเข้ามีสิงโตหมอบอยู่ข้างละตัว รู้ทันทีว่ามาถึงที่แล้ว

วันที่ไปนั้น พิพิธภัณฑ์จัดนิทรรศการเครื่องศิลาดลจีน นอกเหนือจากงานศิลป์ที่แสดงอยู่เป็นประจำ จึงเข้าชมนิทรรศการก่อนอื่น ล้วนเป็นเครื่องศิลาดลสมัยโบราณ หลายชิ้นสีสวยแปลก สีเขียวอมฟ้า หรืออมเหลือง อมน้ำตาล บางชิ้นใหญ่และวิจิตรมาก ได้เห็นตะเกียงเครื่องหอม นึกในใจว่าคนสมัยนี้เลียนแบบคนสมัยโบราณ ธูปเทียนหอมและน้ำมันระเหยกลิ่นต่างๆ ที่วางขายพร้อมกับภาชนะใส่น้ำมันหอมนั้นเป็นสิ่งคุ้นเคยของคนโบราณ เพิ่งกลับมานิยมกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง รูปทรงแจกันสวยสาวเทศคนหนึ่งกำลังร่างภาพไว้ ทำให้คิดว่าเธอน่าจะทำงานด้านการออกแบบเครื่องปั้นดินเผา

โถงก่อนขึ้นบันได มีแจกันขนาดยักษ์สองคู่ คู่หนึ่งเป็นลวดลายสีฟ้าสวย อีกคู่หนึ่งหลากสี ข้างบันไดตั้งรูปปั้นครึ่งตัวของอองรี แซร์นุชี และมังกรทองแดงที่อ่อนช้อยมาก นกกะเรียนเพรียวลมสามตัวยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ชั้นสอง ในห้องโถงมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากตั้งบนแท่นสูง เป็นพระพุทธรูปญี่ปุ่น สมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งอองรี แซร์นุชีนำมาจากวัดนอกกรุงโตเกียวที่ถูกไฟไหม้และรัฐไม่ได้ใส่ใจ สร้างโบสถ์ใหม่ รูปปั้น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระแม่กวนอิมมีหลายองค์ด้วยกัน

โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์นี้จำนวนไม่น้อยมีสภาพสมบูรณ์ นอกจากสมบัติของ อองรี แซร์นุชี แล้ว มีของที่ผู้อื่นบริจาคให้รัฐด้วย มีทั้งหมด 12,000 ชิ้นด้วยกัน มีโบราณวัตถุสมัยนีโอลิธิกถึงศตวรรษที่ 13 อดทึ่งไม่ได้ว่าช่างมีคนที่หลงใหลศิลปะตะวันออกไกลจนสะสมผลงานหลากหลายจำนวนมากขนาดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ได้

ในปี 1922 ตั้งสมาคมเพื่อนพิพิธภัณฑ์แซร์นุชี เพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับศิลปะตะวันออก จัดปาฐกถา นำชมนิทรรศการศิลปะเอเชียหรือจัดท่องเที่ยว เป็นต้น ผู้ที่บริจาคเงินแก่สมาคมหรือผู้เป็นสมาชิกรายปีสามารถนำไปหักภาษีได้

เมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์ พากันไปยังสวนสาธารณะ Parc Monceau ซึ่งอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ผู้คนในสวนมากมายด้วยว่าเป็นวันที่อากาศดี ฟ้าแจ่ม แดดจัด เดินเล่นบ้าง นั่งรับแดดบนม้ายาว หรือตามสนามหญ้าบ้าง รูปปั้นของอัลเฟรด เดอ มุสเซต์ (Alfred de Musset) นักเขียนชาวฝรั่งเศสตั้งอยู่มุมหนึ่ง ขบวนลาที่มีเด็กเล็กขี่อยู่มาถึงที่หมาย ผู้ปกครองยืนรอรับอยู่ ในขณะที่มีแถวยาวรอขึ้นลากัน

เดินทะลุสวนไปออกอีกด้านหนึ่ง อาคารย่านนั้นสวยมาก เป็นย่านผู้มีอันจะกิน เห็นป้ายติดไว้ว่าห้ามจอดรถขวางประตูอดเข้าไปเมียงมองไม่ได้ เป็นบ้านขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมสวยมาก ใครนะเป็นเจ้าของ ใคร่รู้จริงๆ

เดินชมเมืองไปเรื่อยๆ และตระหนักว่าประตูชัย (Arc de Triomphe) อยู่ใกล้แค่นี้เอง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.