|

ผู้ผลิตน้ำปลาอ่วมแบกต้นทุน20%ทายาท“ตราปลาหมึก”ส่งเมกาเชฟบี้ทิพรส
ผู้จัดการรายวัน(26 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
“ทายาทน้ำปลาตราปลาหมึก” ชี้ผลพวงราคาน้ำมันขยับกระทบต้นทุนผลิตน้ำปลาพุ่ง 10-20% ระบุน้ำปลาเป็นสินค้าที่ไม่ปรับราคารอบ 6 ปี ล่าสุดทุ่ม 245 ล้านบาท ผุดบริษัท “สินวารีพัฒนา” ปั้นน้ำปลาแบรนด์ใหม่ “เมกาเชฟ” เจาะตลาดพรีเมียม หวังแซะฐานเขย่าบัลลังก์ทิพรส พร้อมเล็งใช้อัมเบรลล่าแบรนด์ขยายไลน์ซอสปรุงรสต่อยอด ปีแรกตั้งเป้ามีแชร์ 5%
นายภาส นิธิปิติกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำปลาภายใต้แบรนด์ “เมกาเชฟ” ซึ่งเป็นทายาทของน้ำปลาตราปลาหมึก เปิดเผยว่า ผลพวงจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา กระทั่งปัจจุบันราคาน้ำมันก็ยังขยับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตซึ่งมีปัจจัยจากราคาน้ำมันอย่างเดียวเพิ่มขึ้น 10-20% ซึ่งยังไม่รวมถึงต้นทุนแพกเกจจิ้งที่ปรับเพิ่มขึ้น
โดยก่อนหน้านี้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาภายใต้สมาคมน้ำปลาไทย ได้ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายในขอปรับราคาสินค้าขึ้น จากปัจจุบันขนาด 700 ม.ล.จำหน่ายราคา 28-30 บาท โดยน้ำปลาเป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา นอกจากผู้ประกอบการน้ำปลาต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น เชนโมเดิร์นเทรด ปรับค่าธรรมเนียมขนส่งเพิ่มขึ้น 10-20% ในปีนี้
ส่วนสภาพตลาดน้ำปลาพรีเมียมมูลค่า 2,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตที่น้อยลงและช้ามากขึ้น ภายหลังจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโต 5% อีกทั้งจากกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันไปใช้ซีอิ๊วแทนน้ำปลา
ดังนั้นเพื่อกระตุ้นตลาดน้ำปลาให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ปีนี้ บริษัทฯจึงได้ทุ่มงบโดยรวมกว่า 245 ล้านบาท แบ่งเป็น ทุนจดทะเบียนบริษัท สินวารีพัฒนา 120 ล้านบาท สร้างโรงงาน 80 ล้านบาท งบการตลาด 40 ล้านบาท งบวิจัยและพัฒนาสินค้า 5 ล้านบาท
ประเดิมด้วยการเปิดตัวน้ำปลา “เมกาเชฟ” ระดับพรีเมียมกว่าผู้นำตลาดทิพรส ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่ง 40% ส่วนอันดับสองปลาหมึกมีส่วนแบ่ง 25% อีกทั้งภายใต้อัมเบรลล่าแบรนด์ “เมกาเชฟ” ยังได้เตรียมต่อยอดด้วยการขยายไลน์สินค้าใหม่ปีละ 1 รายการ ในเบื้องต้นปีหน้าได้เตรียมเปิดตัวซอสปรุงรส โดยวางตำแหน่งสินค้าระดับพรีเมียม ทั้งนี้เพื่อสร้างแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่ในตลาด อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น
จากการสำรวจพบว่าตลาดน้ำปลาระดับล่างราคา 8-10 บาท สัดส่วนตลาด 70% ของตลาดการเติบโตลดลง ส่วนน้ำปลาราคา 28-30 บาท สัดส่วน 70% ของตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับน้ำปลาเมกาเชฟวางราคาแพงกว่าน้ำปลาพรีเมียม “ปลาหมึก-ทิพรส” โดยขนาดบรรจุภัณฑ์ 700 ม.ล.จำหน่าย 28-30 บาท ส่วนเมกาเชฟราคา 42-44 บาท ภายใต้สโลแกน “อร่อย จากสิ่งดีๆ” เน้นเจาะกลุ่มแม่บ้านอายุ 25-45 ปี มีความทันสมัยอาศัยในกรุงเทพหรือตามหัวเมืองใหญ่ โดยช่องทางจำหน่ายเน้นที่โมเดิร์นเทรดชั้นนำ ร้านค้าท้องถิ่น และร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไปตามต่างจังหวัด
ทั้งนี้งบการตลาดปีแรกวางไว้ 40 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ประมาณ 35 ล้านบาท และการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดประมาณ 5 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นที่การสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างการจดจำตราสินค้า ผ่านโฆษณาทั้งจากโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร เป็นต้น พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ณ จุดขาย โดยเชิญเชฟโรงแรม 5 ดาวมาร่วมปรุงอาหาร รวมทั้งยังได้เตรียมจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ
นอกจากนี้ในปลายปีนี้บริษัทฯยังได้เตรียมส่งออกน้ำปลาเมกาเชฟ ไปยังตลาดต่างประเทศในสัดส่วน 30% โมเดลเดียวกับน้ำปลาตราปลาหมึก ในเบื้องต้นคาดว่าจะส่งออกไปยังประเทศอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย โดยมีคู่แข่งที่สำคัญน้ำปลาจากประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
โดยคาดว่ากำลังการผลิตของน้ำปลาเมกาเชฟซึ่งมีทั้งหมด 10 ล้านลิตร จะรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3 ปี ทั้งนี้การเปิดตัวน้ำปลาเมกาเชฟในปีแรกคาดว่าจะมีส่วนแบ่ง 5% จากมูลค่าตลาด 2,000 ล้านบาท หรือคาดว่าจะมีรายได้ 100 ล้านบาท ส่วน 3 ปีตั้งเป้ามีส่วนแบ่งเป็น 10%
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|