|

เซ็นทรัลฟู้ดโกยเงิน3.8พันล. เผยแบรนด์ใหม่อาหารยังอืด
ผู้จัดการรายวัน(26 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
รร.เซ็นทรัลฯเผยผลประกอบการปี 48 กลุ่มธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มกวาดรายได้กว่า 3,836.7 ล้านบาท โชว์ 3 หัวหอก “มิสเตอร์โดนัท เคเอฟซี อานตี้แอนส์” สร้างกำไรสุทธิพุ่ง 36% เปิดแผนปี 49 เน้นขยายธุรกิจจากแบรนด์ที่มีอยู่ และนำแบรนด์ใหม่ๆออกสู่ตลาด
นายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ได้กลับเข้าสู่ภาวะเดิมตั้งแต่ช่วงกลางปี 2548 หลังจากเหตุการณ์สินามิ โดยทำให้บริษัทฯมีรายได้รวม ณ สิ้นปี 2548 อยู่ที่ 6,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 13.4% โดยมีกำไรทั้งสิ้นกว่า 885.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6 % จากปี 2547 โดยธุรกิจกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิสูงขึ้น 36.9% เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่สร้างรายได้สูงสุด ด้วยยอดขายกว่า 3,836.7 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.8 % รองลงมา คือ กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ต 2,375 ล้านบาท เติบโตเพียง 3.3%
สำหรับแผนการตลาดในปี 2549 บริษัทฯ มีแผนในการขยายกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาด จาก 5แบรนด์ที่มีอยู่ภายใต้การดูแลของเซ็นทรัลเรสเตอรองส์กรุ๊ป ประกอบด้วย 1.มิสเตอร์โดนัท 2.เคเอฟซี 3.อานตี้แอนส์ 4.บาสกิ้น-ร้อบบิ้นส์ และ 5.พิซซ่า ฮัท ซึ่งขณะนี้มีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดกว่า 427 สาขา จากเดิมในปี 2547 ที่มี 371 สาขา
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แบรนด์ใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัลมีการศึกษาและพูดมานาน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเลย
โดยในปี 2548 นี้ มี 3 แบรนด์หลักที่มีรายได้สูงขึ้น คือ มิสเตอร์โดนัท เคเอฟซี และอานตี้แอนส์ ขณะที่แบรนด์ มิสเตอร์โดนัท ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด สามารถครองส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งในตลาดโดนัท ด้วยจำนวนสาขากว่า 162 สาขา และยอดขายที่เพิ่มขึ้น 52 % จากปี 2547 สาเหตุหนึ่งมาจากการปรับปรุงรูปแบบสาขาใหม่ เน้นการทำโดนัทสดๆ ในรูปแบบของ ไมโคร คิทเช่น นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆชื่อ พอน เดอะ ริง มาทำตลาด จนทำให้มิสเตอร์โดนัทได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านแบรนด์ เคเฟซี ก็ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภค ส่งผลให้มีผลประกอบการดีเยี่ยมสูงกว่าที่ได้ประมาณการไว้คือ 15% โดยความสำเร็จนี้ในครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ทูน่าคอร์นสลัด และ ซีสซี่ฟรายส์ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงการขยายสาขาเพิ่มเป็น 121 สาขาในปี 2548 และสำหรับปี 2549 นี้ ทางเคเอฟซี จะยังคงเน้นในเรื่องของการขยายสาขาเป็นสำคัญ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย และมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแบรนด์อานตี้แอนส์นั้น มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 56% เนื่องมาจากการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น Pretzel Dog และ Snow Stix เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และจากการขยายสาขาเพิ่มจากเดิม 46 สาขาในปี 2547 เป็น 70 สาขา ครอบคลุมทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ในปี 2548 นี้อีกด้วย
ส่วนอีก 2 แบรนด์ที่เหลือ อย่างบาสกิ้น-ร้อบบิ้นนั้น ในปี 2549 จะเน้นการเพิ่มการบริหารตลาดภายใต้ระบบแฟรนไชส์ การทำตลาดตลาดในรูปแบบจัดเลี้ยง และขายผ่านช่องทางร้านอาหารและโรงแรมเพิ่มขึ้น ยังคงเน้นพัฒนาการเป็นผู้นำทางด้านรสชาติไอศกรีม พร้อมปรับโฉมรูปแบบร้านให้มีชีวิตชีวามากขึ้น รวมไปถึงการขยายสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา ทำให้มีสาขาเพิ่มเป็น 44 สาขา ส่วนทางด้านพิซซ่า ฮัทนั้นปี 2548 ที่ผ่านมายังไม่มีการขยายสาขาแต่อย่างใด แต่จะเน้นการปรับปรุงร้านเป็นหลัก พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายของสินค้าใหม่ๆเป็นสำคัญ
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|