|

ตลท.แกะรอยราคาหุ้นไทยฮีทร้อนขอข้อมูลกลุ่มใหม่ตรวจเชื่อมโยง
ผู้จัดการรายวัน(21 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
ตลท.เข้าตรวจสอบราคาหุ้นไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ที่ปรับตัวร้อนแรง ขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาถือหุ้นว่ามีความเกี่ยวโยงหรือไม่ ขณะที่ผู้บริหารบริษัทเล็งขอย้ายหมวดจากยานยนต์ไปสู่หมวดวัสดุก่อสร้าง เพราะรุกทำธุรกิจเหล็กเพิ่มขึ้น
นายชำนิ จันทร์ฉาย ประธานกรรมการ บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) หรือ THECOเปิดเผยถึงกรณีที่ราคาหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ว่า มองว่าเป็นการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยจากข่าวเรื่องการย้ายออกจากหมวดรีแฮปโก้เพื่อกลับไปซื้อขายในหมวดปกติ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้มีการขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทเพื่อตรวจสอบถึงความเชื่อมโยงกับราคาหุ้นของบริษัทซึ่งได้รับคำตอบว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งให้บริษัทออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ภายในเดือนพฤษภาคม ขณะที่คาดว่าตลาดหลักทรัพย์จะอนุมัติให้หลักทรัพย์ของบริษัทกลับมาซื้อขายในหมวดปกติได้ภายในเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทผ่านเกณฑ์และมีคุณสมบัติตามกฎที่จะสามารถกลับมาซื้อขายในหมวดปกติของตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว
ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิมอยู่ที่ 232.27 ล้านบาทเป็น 1,000 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นสามัญ 1,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 1 บาท โดยบริษัทได้มีการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะจงให้แก่งผู้ร่วมลงทุนใหม่ จำนวน 513 ล้านหุ้นในราคาเสนอขายหุ้นละ 1 บาท ซึ่งทำให้ปัจจุบันบริษัทมีทุนชำระแล้ว 717.66 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 717.66 บ้านหุ้น และห้องรองรับในสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญอีก 27.62 ล้านหุ้น
สำหรับเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนบริษัทจะนำไปชำระหนี้สถาบันการเงินทั้งหมดตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่เกิน 184 ล้านบาท จากหนี้ทั้งหมดประมาณ 240 ล้านบาท และใช้เป็นเงินหมุนเวียนในบริษัทอีก 80-130 ล้านบาท และอีกประมาณ 200-250 ล้านบาทบริษัทเตรียมที่จะนำไปลงทุนในธุรกิจที่กลุ่มผู้ร่วมทุนมีความเชี่ยวชาญ โดยบริษัทสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจกลุ่มเหล็ก ปิโตรเคมี ก่อสร้าง เป็นต้น แต่บริษัทยังคงเน้นการดำเนินธุรกิจหลักเดิมของบริษัทคือธุรกิจเครื่องปรับอากาศบ้านและเครื่องปรับอากาศรถยนต์
"หลังการเพิ่มทุนจะทำให้บริษัทของเราไม่มีหนี้ มีความคล่องตัวมากขึ้นในการบริหารงาน และเมื่อออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ รวมถึงการกลับเข้ามาซื้อขายในหมวดปกติจะทำให้นักลงทุนมีความสนใจในบริษัทมากขึ้น"นายชำนิกล่าว
ในส่วนของธุรกิจแรกที่บริษัทสนใจจะเข้าไปลงทุน คือ ธุรกิจเหล็กซึ่งขณะบริษัทได้ศึกษารายละเอียดและข้อมูลบริษัทที่เตรียมจะเข้าไปลงทุนแล้วประมาณ 90% โดยเป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตประมาณ 2-3 แสนตัน โดยคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ โดยอาจจะมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพิ่ม และจะได้ข้อสรุปว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบใด ระหว่างการซื้อหุ้นของบริษัทหรือการซื้อสินทรัพย์ ซึ่งหากเป็นการซื้อหุ้นบริษัทจะซื้อหุ้นในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่า 75%
นายชำนิ กล่าวอีกว่า การเข้าไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล็กจะส่งผลทำให้รายได้รวมมากกว่า 50% มาจากธุรกิจดังกล่าวซึ่งอาจจะส่งผลทำให้บริษัทอาจจะต้องย้ายหมวดซื้อขายจากกลุ่มยานยนต์ เป็นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากพี/อีเรโชในกลุ่มรถยนต์อยู่ที่ประมาณ 5 เท่าขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า
นายโอฬาร จารุจินดา กรรมการ บมจ.ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาบริษัทเคยมีส่วนแบ่งการตลาดเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องปรับอากาศประมาณ 30%แต่ภายหลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัททำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทอยู่ไม่ถึง 10%
ทั้งนี้ กำไรขั้นต้นของธุรกิจเครื่องปรับอากาศรถยนต์และบ้าน ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10-15% โดยในส่วนของสินค้าส่งออกประมาณ 30% บริษัทมีกำไรขั้นต้นประมาณ 20%
สำหรับราคาหุ้นบริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์วานนี้(20 เม.ย.)ราคาปิดที่ 1.58 บาทลดลง 0.14 บาทหรือ 8.14% มูลค่าการซื้อขาย 46.03 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|