|

แผนปั้นเศรษฐกิจทรท.สะดุดตอ ประชาชนรับกรรมแบกภาระแทนรัฐ
ผู้จัดการรายสัปดาห์(10 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
แม้ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไม่รับตำแหน่ง แต่ผลจากโครงการที่วางไว้กลับสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน บางรายต้องซื้อบ้านหวังพึ่งรถไฟฟ้าใต้ดิน กลับแพงกว่าปกติ หลังจากที่เมกะโปรเจกท์ต้องยืดออกไปไม่มีกำหนด ส่วนผู้ประกอบการต้องวัดดวงอยู่หรือไป แถมแผนระดมเงินออมหนุนโครงการพ่นพิษให้ดอกเบี้ยกู้พุ่ง ค่าไฟฟ้าที่หวังดันกฟผ.เข้าตลาดหุ้น กลับทำลายกำลังซื้อ หวั่นหนี้ไม่ก่อรายได้พอกพูน
สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังวุ่นวายไม่จบ แม้ว่าพรรคไทยรักไทย(ทรท.)ได้รับการเลือกกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่มีคะแนนไม่เลือกใครสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ และทักษิณ ชินวัตร ยังมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองต่อด้วยกำลังใจที่มอบให้ 16 ล้านเสียง แต่ทิศทางในการเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้ระบุว่าเพื่อเข้ามาปฏิรูปการเมืองเป็นหลัก
แม้ว่าพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่หลงเหลือจากนโยบายการบริหารงานที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นปัญหาให้กับภาคประชาชนแบกรับต่อไป เนื่องจากโครงการที่ต้องการทำอาจต้องปรับเปลี่ยนหรือเลื่อนออกไป โดยไม่สามารถระบุได้ว่าจะเริ่มขึ้นอีกเมื่อใด เช่น โครงการสร้างรถไฟฟ้าจากชานเมืองเข้ามาในกรุงเทพหลายเส้นทาง ที่เคยหาเสียงไว้ในช่วงต้นปี 2548
ที่ผ่านมาได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้าบางสายและเพิ่มบางสายเข้าไป และแนวโน้มมีความเป็นไปได้สูงที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือเมกะโปรเจกท์มีสิทธิที่จะเลื่อนออกไป ที่สำคัญคือแผนในการระดมทุนในประเทศย่อมต้องสะดุดลง
ผลกระทบในหลายด้านจะตามมาอย่างมากมาย จากการที่รัฐบาลได้ตั้งโครงการและปูทางทุกอย่างมา เมื่อต้องมาสะดุดจากสถานการณ์ทางการเมือง ย่อมทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาล้วนแล้วแต่ต้องหาทางออกกันเอง
บ้านแนวรถใต้ดินแพงรับกรรม
เริ่มจากโครงการเมกะโปรเจกท์ที่คาดว่าจะต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดนั้น เมื่อพรรคไทยรักไทยประกาศหาเสียงตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ซึ่งก่อนหน้าครบ 4 ปีได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม
ในช่วงนั้นธุรกิจด้านก่อสร้าง บ้านจัดสรรหรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่น เห็นได้จากรายงานของบริษัทเอเจนซี่ ฟอร์เรียลเอสเตท ที่ได้ประเมินราคาที่ดินปี 2548 โดยเฉพาะบริเวณแนวรถไฟฟ้าใต้ดิน ราคาขยับขึ้น 8.7% และพื้นที่ใกล้เคียงราคาขยับเพิ่มอีก 3.45-5.6% ขณะที่บริเวณอื่นเช่นรอบสนามบินสุวรรณภูมิราคาปรับขึ้น 18-19% พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลราคาที่ดินปรับเพิ่มขึ้น 5.3%
แน่นอนว่าเมื่อทุกคนทราบถึงเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดิน โครงการบ้านจัดสรรผุดขึ้นรอบเส้นทางกันอย่างหนาตา ราคาที่ดินย่อมต้องเพิ่มขึ้นด้วยหลักของอุปสงค์และอุปทาน บางรายกว้านที่ดินมาก่อนอาจได้ต้นทุนต่ำ แต่สามารถขายโครงการแห่งอนาคตย่อมต้องบวกราคาเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเต็มใจของผู้ซื้อที่เห็นว่าอนาคตจะเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ส่วนรายที่เพิ่งมาเก็บที่ดินย่อมต้องได้ที่ดินต้นทุนสูง ราคาขายบ้านหรือที่อยู่อาศัยย่อมต้องผลักไปยังผู้ซื้อในที่สุด
ก่อนหน้านี้ที่เคยมีการยกเลิกเส้นทางก่อสร้างบางเส้นทางได้เคยมีเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนที่ซื้อที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวมาแล้ว ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างชัดว่าพรรคไทยรักไทยจะเข้ามาเพื่อเน้นการปฏิรูปการเมืองเป็นหลัก ดังนั้นโครงการต่าง ๆ ก็ต้องยืดออกไป
เช่นเดียวกับบรรดาบ้านจัดสรรบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ราคาย่อมต้องสูงขึ้นจากเดิมเนื่องจากมีสนามบินเป็นจุดขาย แต่เวลานี้มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันว่าการเปิดใช้อาจต้องเลื่อนออกไป จากสภาพการก่อสร้างโดยเฉพาะพื้นที่ขึ้นลงเครื่องบินที่ยังไม่แข็งแรงพอต่อการรับน้ำหนักเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ต้องขึ้นลง
"เราประเมินว่ากว่าการปฏิรูปทางการเมืองจะเสร็จสิ้น ก็น่าจะข้ามไปถึงไตรมาสแรกของปี 2550 และก็ไม่มีอะไรชี้ชัดว่าโครงการเมกะโปรเจกท์จะเดินหน้าต่อไปอีกหรือไม่ หากมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงสถานะทางการเงินของรัฐด้วยว่าจะเอื้ออำนวยหรือไม่"
ดังนั้น ประชาชนที่ซื้อบ้านจัดสรรในพื้นที่ดังกล่าวย่อมต้องทำใจ แบกรับภาระที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจะขายต่อราคาคงจะต้องต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาอย่างแน่นอน จะมองว่าเป็นโชคร้ายของผู้ซื้อบ้านในบริเวณดังกล่าวก็ว่าได้
แต่ในอีกมุมมองหนึ่งนั่นคือ ประชาชนมักจะเป็นผู้ที่เดือดร้อนเสมอหากนโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไป อาจเปรียบได้เช่นเดียวกับการลงทุน
ผู้ประกอบการต้องวัดดวง
ไม่เพียงแต่ผู้ซื้อบ้านเท่านั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะภาคก่อสร้าง นักพัฒนาที่ดิน คงจะมีคนที่เจ็บตัวจากการเลื่อนของเมกะโปรเจกท์ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้พัฒนาที่ดินที่เตรียมจะเปิดโครงการใหม่ ที่ยังไม่ได้เปิดขาย อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ลูกค้าสนใจในทำเลดังกล่าวน้อยลง หากจะปรับลดราคาขายลงก็อาจกระทบต่อภาวะกำไรหรือขาดทุนของผู้ประกอบการ
ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่นักธุรกิจมองว่าการเมืองนิ่ง มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพรรคไทยรักไทยจะเข้ามาสานงานต่อจากทิศทางการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และคาดว่าจะอยู่ครบเดิมอีก 4 ปี อาจมีผู้ประกอบการบางรายที่เร่งลงทุนขยายงานมากขึ้น ทั้งนี้การขยายงานในทางธุรกิจโดยมากมักจะมาจากสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อภาวะตลาดเป็นเช่นนี้ทุกอย่างจึงมีความเสี่ยงสูงขึ้น และเสี่ยงมากในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ต่อสถาบันการเงิน
นอกเหนือจากเรื่องความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมือง ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่เคยเล็งทำเลบริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าอาจจะเปลี่ยนใจรอ หรือเลือกพื้นที่ใหม่ นั่นก็คือภาระดังกล่าวย่อมตกอยู่กับเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร ยังมีปัจจัยที่เข้ามากระทบส่วนอื่นที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริโภคช้าลง
การก่อหนี้ที่มีภาระผูกพันธ์ยาวนานอย่างการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งโครงการบริเวณตามเส้นทางรถไฟฟ้ามักจะเป็นบ้านเดี่ยว ราคาเริ่มต้นที่ 4 ล้านบาทขึ้นไปแทบทั้งสิ้น ท่ามกลางสถานการณ์ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7.75% แล้ว ย่อมทำให้ผู้บริโภคต้องคิดหนักว่าจะรับภาระในระยะยาวต่อไปได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งมีการแข่งขันการรับฝากเงินของธนาคารพาณิชย์มากขึ้นยิ่งทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้อาจจะเกิน 8%
เมกะโปรเจกท์ทำดอกเบี้ยพุ่ง
ย้อนกลับไปถึงที่มาที่ไปของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นในเวลานี้ ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการเมกะโปรเจกท์เช่นกัน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าวต้องการระดมเงินสูงซึ่งไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านล้านบาท และส่วนหนึ่งจะมาจากการระดมทุนในประเทศ จึงเป็นที่มาของการที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งระดมเงิน โดยมีเป้าหมายเพื่อการลงทุนในพันธบัตรระดมทุนของรัฐบาล
มีออมไม่มีอด หรือ ออม 1 ส่วนใช้ 3 ส่วน ที่โฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนออมเงินมากขึ้นก็เพราะวัตถุประสงค์นี้เช่นกัน
เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินเองที่ต้องหาทางลงทุนหรือปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่รับฝากเข้ามา หากไม่สามารถปล่อยกู้ได้ย่อมกระทบต่อกำไรของธนาคารเอง หรือถ้าปล่อยกู้ในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้นก็ต้องมีการตั้งสำรองสูงขึ้น
วันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ทั้งภาคบุคคลและภาคธุรกิจนั้นจะลดลงมากน้อยเพียงใด โดยหลักการจะต้องเริ่มจากภาคบุคคลก่อนแล้วค่อยลามมาที่ภาคธุรกิจ หากเกิดขึ้นจริงก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงต่อการเกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยเคยส่งสัญญาณผ่านอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วันมาแล้ว แต่ไม่ได้รับการสนองตอบต่อภาคธนาคาร เพิ่งมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันอย่างจริงจังในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2548
อัตราดอกเบี้ยของไทยขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับดอกเบี้ยของสหรัฐแล้ว ที่ผ่านมาเราให้เหตุผลกันว่าเพื่อป้องกันเงินไหลออกนั้น แต่สถานการณ์ของไทยกับสหรัฐแตกต่างกัน เนื่องจากสหรัฐมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ไทยดุลบัญชีเดินสะพัดยังอยู่ในสถานะเกินดุล ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นตามดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะสร้างปัญหาให้กับภาคการผลิตของผู้ประกอบการได้ รวมถึงเป็นการบั่นทอนกำลังซื้อของคนในประเทศอีกทางหนึ่ง
แปร กฟผ.FT ขึ้นไม่หยุด
ผนวกกับค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันในต่างประเทศ น้ำมันดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ 25.89 บาท สูงกว่าต้นปี 2548 อยู่ 11.30 บาท ทำให้ราคาสินค้าและบริการล้วนแล้วแต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เติบโตไม่ทัน ส่งผลให้บางครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน
ค่าใช้จ่ายที่ปรับขึ้นและส่งผลต่อทุกคนคงหนีไม่พ้นค่าไฟฟ้าที่ปัจจุบันคิดที่ 3.01 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นผลมาจากการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เป็นบริษัท เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลจากการแปรรูปดังกล่าวย่อมทำให้รัฐไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรึงหรืออุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนอีกต่อไป โดยมุ่งเน้นที่การสร้างผลกำไรเพื่อสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนให้เห็นว่าเป็นหุ้นที่ดีมีศักยภาพในการทำกำไรสูง
แม้ว่าศาลปกครองได้มีคำพิพากษาเมื่อ 23 มีนาคม 2549 ว่าการแปรรูปดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จากนโยบายที่รัฐบาลไม่ค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ ย่อมทำให้ กฟผ.อยู่ในสถานะที่ลำบาก และไม่สามารถปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ อีกทั้งเงื่อนไขที่รัฐบาลได้ผูกสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติและน้ำมันกับปตท. ยิ่งทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟสูง บนกำไรอันงดงามของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) มากกว่า 8 หมื่นล้านบาท
ค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นไม่เพียงสร้างค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการใช้ไฟฟ้าเท่าเดิมแล้ว ยังกระทบไปยังภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในการผลิต หากสถานการณ์ยังเป็นไปอย่างนี้จะส่งผลต่อไปยังเศรษฐกิจโดยรวม
ย้อนแก้ปัญหา
ปัญหาที่เกิดส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่สามารถสานต่อโครงการต่อไปได้ ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับประชาชนและภาคธุรกิจ
แนวทางการบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทยในช่วงที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นไปในแนวทางทุนนิยมเป็นหลัก ดังนั้นคงต้องรอว่าทิศทางทางการเมืองจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร พรรคไทยรักไทยจะเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำได้จะสานโครงการเดิมต่อไปหรือไม่ หรือถ้าได้พรรคอื่นเข้ามาบริหารจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร
กรณีที่ทำได้คงต้องไปเริ่มที่ กฟผ.ก่อนว่ารัฐบาลจะกลับเข้าไปค้ำประกันการระดมทุนอีกหรือไม่ จะแก้ปัญหาเรื่องสัญญาในการซื้อก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตาเพื่อการผลิตไฟฟ้ากับ ปตท.อย่างไร หรือจะมีแนวทางใดที่ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลง
การที่มีการนำเอาตัวเลขค่าไฟฟ้าของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น แล้วบอกว่าค่าไฟบ้านเราราคาไม่สูง เราจะต้องดูจากค่าครองชีพและรายได้ของคนไทยทั้งประเทศด้วยว่าเทียบเท่ากับประเทศอื่นหรือไม่ ไม่เช่นนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องแบกรับค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ยังแข่งขันระดมเงินฝากกันอย่างดุเดือด ย่อมทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมปรับสูงขึ้น กระทบต่ออำนาจซื้อของประชาชนและเชื่อมต่อไปยังความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนั้นการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินจะประชุมกันในวันที่ 10 เมษายนนี้จะบ่งบอกถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรอยู่ที่ 4.5%
รัฐวิสาหกิจที่รัฐได้ดำเนินการแปรรูปให้เป็นบริษัทจำกัดแล้วอย่าง บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ที่เริ่มคิดค่าบริการหมายเลข 1133 เพื่อสอบถามหมายเลขโทรศัพท์นาทีละ 3 บาทแล้ว ยังมีบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด(มหาชน) ที่จ่อคิวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากแนวคิดของผู้บริหารประเทศ ที่เลือกนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ เมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศอีกเช่นกันที่จะต้องมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นผลดีกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจหรือเป็นประโยชน์กับประเทศชาติหรือไม่
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|