|

ขุนคลังฟุ้งปีนี้จีดีพีโต5-6%อุ๋ยพร้อมรับการเมืองป่วน
ผู้จัดการรายวัน(4 เมษายน 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
"ทนง พิทยะ" ยอมรับปัญหาการเมืองกระทบเศรษฐกิจ แต่ยังมั่นใจจีดีพี 5-6% เหตุพื้นฐานแข็งแกร่ง อ้างนักลงทุนต่างชาติลงตลาดหุ้น 2 เดือน 9 หมื่นล้าน ครวญจำเป็นต้องเลื่อนลงนามเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น ด้านผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเผยทำใจรับสภาพการเมืองยืดเยื้อหลังเลือกตั้งโดยเน้นรักษาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ
นายทนง พิทยะ รักษาการ รมว.คลัง กล่าวยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่น้อย แต่ยังเชื่อมั่นว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2549 นี้ จะยังขยายตัวได้ถึง 5% เพราะเห็นว่าขณะนี้ระยะเวลาก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ก็ยังไม่มีผลกระทบที่รุนแรงมากนัก และยังอยากเห็นจีดีพีถึง 6% ด้วยซ้ำ
นายทนงกล่าวว่า การเรียกร้องทุกอย่างยังคงเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ทุกฝ่ายยังยึดมั่นในสันติวิธีอยู่ ทั้งนี้ เห็นว่าสังคมไทยมีลักษณะที่ประนีประนอมต่อกันสูง ซึ่งตราบใดที่ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบกติกา นักลงทุนต่างชาติก็จะมองว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงมากนัก
"รู้สึกสบายใจที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา สามารถลุ่ล่วงไปได้ เพราะถือว่าระบอบประชาธิปไตยได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์แล้ว คิดว่าเมื่อมีปัญหาการเมืองก็ต้องอดทน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้"
ด้านสำหรับการลงทุนใหม่นายทนงกล่าวว่า นักลงทุนต่างประเทศก็เฝ้ารอให้มีการประนีประนอมทางการเมือง โดยการที่ไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่สงบ หรือรุนแรง เป็นสิ่งที่น่าดีใจ โดยการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเพียงแค่ 2 เดือน คือ ในเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมูลค่ามากขึ้นถึง 8-9 หมื่นล้านบาท มากกว่าปีก่อนที่ทั้งปีมีการลงทุนเพียงแสนล้านบาทกว่าเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่น่าลงทุนเพิ่มอยู่ ซึ่งถ้าทุกอย่างมีความสงบ สันติ ก็เชื่อว่านักลงทุนจะไม่กังวลกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ภาวะ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายหลังการเลือกตั้งจะดีขึ้นหรือไม่ เพราะต้องรอดูผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน แต่ก็มองว่าพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจของไทยยังดีอยู่ และไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด
ส่วนการที่รัฐบาลไทยต้องเลื่อนการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ญี่ปุ่น ออกไปนั้น ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นผลกระทบมาจากการเมือง ส่วนหากมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น จะสามารถดำเนินการลงนามฯ ได้หรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจ เนื่องจากไม่ทราบข้อกฎหมายในส่วนนี้ อย่างไรก็ดี เห็นว่ารัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานาน การเจรจาทุกอย่างก็เรียบร้อย รอเพียงการลงนามเท่านั้น ซึ่งคาดว่าคงจะมีการลงนามได้ภายหลังได้รัฐบาลที่มีอำนาจในการดำเนินการเรื่องนี้เข้ามาบริหารประเทศต่อไปแล้ว
นายทนง กล่าวว่า ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คงทำได้เพียงการประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้เท่านั้น ส่วนการตัดสินใจเรื่องการลงทุนใหม่ ๆ คงต้องรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการต่อ สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2550 ก็เห็นว่าทุกอย่างยังดีอยู่ ทั้งค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า การส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่หลายฝ่ายมีการประเมินไว้ว่าเติบโตได้ 4.5-5.5% ตนก็เชื่อว่าจะเกิน 5%
ธปท.เผยพร้อมรับมือการเมืองยื้อ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาแล้วก็ตาม แต่ภาวะ การเมืองก็ยังมีแนวโน้มว่าความชัดเจนที่ล่าช้าออกไปอีก อย่างไรก็ตามไม่ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจก็จะเน้นรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ดีที่สุด นอกจากนี้การรักษาบรรยากาศให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบ
“ทำใจไว้แล้วต่อปัญหาความไม่ชัดเจนหลังการเลือกตั้งว่าไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้”ผู้ว่าการธปท.กล่าว
ในส่วนของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันยังสามารถขยายตัวได้ โดยสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสินเชื่อภาคเอกชนของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวที่ 7.6% จากระยะเดียวกันของปีก่อน
“ผมเห็นด้วยกับคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ที่ระบุว่า ระบบสถาบันการเงินยังสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|