|

คลังลั่นเก็บภาษีได้ตามเป้าเชื่อธปท.ปรับดอกเบี้ยตามเฟด
ผู้จัดการรายวัน(31 มีนาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
คลังเผยเศรษฐกิจเดือนกุมภาพันธ์ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลเงินเฟ้อลดลงเหลือ 5.6% ด้านตัวเลขส่งออกเพิ่มที่ระดับ 22.9% นำเข้าขยายตัว 19% ทุนสำรองระหว่างประเทศปรับตัวขึ้นมาที่ 53.4 พันล้านเหรียญ มั่นใจเก็บภาษีได้ตามเป้า 1.36 ล้านล้านบาท ด้านคาดแบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยอุดช่องว่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศ
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังโดยรวมในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ว่า ยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากการส่งออกไปยังต่างประเทศที่ขยายตัวได้ดี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ 5.6% ลดลงจากเดือนมกราคมที่อยู่ที่ 5.9% ทั้งนี้ เป็นเพราะราคาหมวดอาหารสดลดลง แต่อย่างไรก็ตามดัชนีหมวดสินค้าอื่นๆ ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
ด้านการส่งออกขยายตัวอยู่ที่ 22.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 9,515.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นจากเดือนมกราคมที่ขยายตัวอยู่ที่ 13.6% หรือคิดเป็นมูลค่า 8,946 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสินค้าที่ มีการขยายตัวได้ดีประกอบด้วย รถยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ และยางพารา ขณะที่การนำเข้าขยายตัวอยู่ที่ 19% หรือคิดเป็นมูลค่า 9,801.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่ขยายตัวอยู่ที่ 2% หรือคิดเป็นมูลค่า 9,388 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าหมวดเครื่องบินและสินค้าอื่นๆ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลอยู่ที่ 286.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดือนมกราคมอยู่ที่ 442 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากปริมาณการนำเข้าโดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องบินทำให้การนำเข้าสูงกว่าส่งออกเล็กน้อย
สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 53.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่อยู่ที่ 53.2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือเท่ากับ 5.5 เดือนของมูลค่าการนำเข้าและ 3.3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 39.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากเดือนมกราคมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 39.6 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
“ทางกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนกุมภาพันธ์ในปี 2549 จะเกินดุลได้ต่อเนื่อง เป็นเพราะมองว่าแนวโน้มมูลค่าการส่งออกจะขยายตัวสูงกว่ามูลค่าการนำเข้า ประกอบกับการท่องเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง”นายนริศ กล่าว
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคมนั้น สศค.คาดว่าจะอยู่ที่ 5.4% ซึ่งจะลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่ 5.6% ได้ ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลของการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีก3 บาทต่อกิโลกรัมแล้วด้วย ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2549 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.75-3.25% ได้ ทั้งนี้ เป็นเพราะได้มีการปรับเพิ่มค่าไฟเอฟทีและค่าโดยสารสาธารณะในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปี 2549 นั้น จะอยู่ที่ 5% ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 4.5%
นอกจากนี้นายนริศ ยังได้กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีการปรับประมาณการตัวเลขจีดีพีปีนี้ โดยจะยังคงอยู่ที่ 4.5-5% เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังจะมีการทบทวนตัวเลขจีดีพีทุก ๆ 3 เดือน เป็นปกติอยู่แล้ว โดยครั้งต่อไปจะมีการประกาศตัวเลขจีดีพีทั้งปีประมาณเดือนพ.ค. 2549
ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่า ในปีนี้คาดว่ามีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยอาร์/พี 14 วัน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะถึงที่ระดับ 5% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 4.5% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกจนถึงระดับ 5% ส่งผลให้ธปท. ต้องปรับด้วยเพื่อไม่ให้เกิดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศ
มั่นใจเก็บภาษีตามเป้า1.36ล้านล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวถึงยอดการปล่อยสินเชื่อคงค้างในปี 2549 อยู่ที่ 340,000 ล้านบาท ที่มีความเป็นกังวลว่าจะกลายเป็นเอ็นพีแอลในอนาคต ว่า ในปัจจุบันตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้)เอ็นพีแอลของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต่ำกว่าระบบไว้ที่ไม่เกิน 10% และต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งผลประกอบการก็ยังดีอยู่ มาตรฐานกองทุนต่อสินทรัพย์ก็สูงกว่า 8.5% ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
“สินเชื่อที่ปล่อยออกไป จะเป็นการต่อยอดรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะนำเงินเหล่านี้มาลงทุนก็ จะถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง”นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2549 จะมีการจัดเก็บรายได้เกินเป้าประมาณการที่วางไว้ที่ 1.36 ล้านล้านบาท ได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายมั่นใจว่าจะยังคงเบิกจ่ายได้ตามที่ตั้งไว้ที่ 93% ได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าอยู่ในขณะนี้จะเป็นปัญหาระยะสั้น และจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงการคลังเชื่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนี้ก็จะต้องมาสานต่อทำโครงการเมกะโปรเจกต์อย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้เป็นโครงการลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวได้
นอกจากนี้ในเรื่องของความกังวลของการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่อภาวะเศรษฐกิจ ว่า กระทรวงการคลังเชื่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนี้ก็จะต้องมาสานต่อทำโครงการเมกะโปรเจกต์อย่างแน่นอน ทั้งนี้เป็นเพราะมองว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการลงทุนพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวได้
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|