"ภูมิชาย ล่ำซำ รับประกันทุกอย่างยกเว้น "โรคอกหัก"


นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

"นายโพธิ์" กับ "นายภูมิ" เป็นคำเรียกสองพี่น้อง ตระกูล "ล่ำซำ" ที่เป็นบิ๊กบอสส์แห่งบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต คนแรก "โพธิพงษ์" เป็นประธานบริษัท ส่วนคนหลัง "ภูมิชาย" เป็นกรรมการผู้จัดการวัย 47 ที่มีบุคลิกสบาย ๆ ตามสไตล์พีอาร์แมนตัวยง

แม้ว่าจะเป็นลูกเจ้าสัวมีนามสกุล "ล่ำซำ" ต่อท้ายแต่ภูมิชายต้องเริ่มต้นทำงานไต่เต้าตามลำดับขั้นในสายงานที่คุมขุมพลังตัวแทนขายประกันในฝ่ายตัวแทนสัมพันธ์ และกิจการสาขาตลอด 15 ปีถึงจะขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตได้เมื่อปีที่แล้ว

งานแรกที่ภูมิชายสร้างความชัดเจนในชื่อ "เมืองไทยประกันชีวิต" ภูมิชายเล่าว่าสำหรับคนไม่รู้จักก็คิดว่าบริษัทคงจะขายแต่ประกันชีวิตอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วทางบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตรับประกันภัยรถยนต์ ประกันทางทะเลและขนส่ง ประกันวินาศภัย และประกันอัคคีภัยด้วย เช่นกรณีไฟไหม้ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ทางบริษัทต้องจ่ายค่าสต็อก 19 ล้านบาทและค่าทรัพย์สินด้านอาคารอีก 200 ล้านบาทจากมูลค่ารวม 800 ล้านที่ภัทรประกันภัยร่วมจ่ายด้วย

เมืองไทยประกันชีวิตเป็นหนึ่งในสี่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตทำได้ครบทั้งประกันชีวิตและประกันภัย ได้แก่เมืองไทยประกันชีวิต ไทยสมุทรประกันภัย อาคเนย์ประกันภัยและไทยประสิทธิ์ประกันภัย ในอนาคตทั้งสี่บริษัทต้องแยกบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตให้ชัดเจนตาม พรบ. ประกันภัยใหม่ เหมือนกับบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์

"เรายื่นเรื่องแยกบริษัทออกเป็นสามบริษัทคือบริษัทเมืองไทยประกันภัย บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตและบริษัทเมืองไทยโฮลดิ้ง ซึ่งจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปลายปีหน้า ผมจะไม่มีหุ้นในประกันชีวิตแต่จะถือในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับบริษัทสองบริษัทที่เปรียบเสมือนแฝดสยาม" ภูมิชายเล่าให้ฟัง

กระบวนทัพที่จัดใหม่ภายใต้โครงสร้างผู้บริหารและบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตถึงจุดเปลี่ยนแปลง โดยภูมิชายจะสวมหมวกสองใบในฐานะประธานบริษัทบริษัทเมืองไทยประกันภัย และกรรมการผู้จัดการบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ขณะที่โพธิพงษ์เป็นประธานเมืองไทยประกันชีวิต

"องค์กรเราก่อตั้งมานานถึง 45 ปี ลักษณะอืดอาดตามธรรมชาติย่อมเกิด เราจึงต้องทำรีเอ็นจิเนียริ่งโดยใช้งบ 200-300 ล้านบาทเพื่อลงทุนในฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อให้บริการทันสมัยและรวดเร็ว" เป็นการเตรียมพร้อมรบกับคู่แข่งในยุคประกันภัยเสรีที่ภูมิชายต้องทำ

"ทุกวันนี้ผมเรียนตรง ๆ ว่าพอร์ตประกันชีวิตจะใหญ่กว่าประกันภัย ในสัดส่วน 70 ต่อ 30 ขนาดธุรกิจ NON-LIFE ไม่ใหญ่ เรามีเครือข่ายตัวแทนนับหมื่นคนที่ผมอยากให้เขาขายบริการประกันทุกอย่าง หนังโฆษณานี้เราจะช่วยให้ลูกค้าสนใจทำประกันครบวงจร" ภูมิชายเปิดเผย

ปีที่แล้วที่ทำให้ชื่อมืองไทยประกันชีวิตเป็นที่รู้จักและสร้างความสำเร็จในยอดขาย มาจากกลยุทธ์โฆษณาที่ภูมิชายได้จ้างเอเยนซียักษ์ใหญ่อย่างลินตาสทำหนังโฆษณาต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาพพจน์บริการทันสมัย เป็นกันเองและ อารมณ์ดี มีบริการ "ครบวงจร" (ONE STOP SERVICES) และสร้างความสนใจให้มาทำประกัน

"ผมคิดว่าโฆษณาจะช่วยแง้มประตูให้พนักงานเมืองไทยประกันชีวิตเราเข้าไปขายได้ ความสำเร็จจากยอดขายส่วนหนึ่งมีผลมาจากโฆษณา ทุก ๆ ปีเราจึงพยายามเสนอบริการประกันให้กับคนหัวคิดทันสมัยผ่านหนังโฆษณา" ภูมิชายเล่าให้ฟัง

โจทย์แต่ละข้อที่ผู้จ้างออกให้กับเอเยนซี เป็นเรื่องที่ วิชัย สุภาสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการแห่งลินตาสเล่าให้ฟังว่า หนังโฆษณาชุดแรก "สมศรี" ดังมากทำให้ชื่อเมืองไทยประกันชีวิตติดปาก คนจำได้ไม่สับสน หนังชุดที่สอง-สมศรีภาคสอง เน้นบริการให้ความรวดเร็ว ชุดที่สาม-ชุดสมควรลือรูดซิปที่สะท้อนมุมคิดกลับว่าเมืองไทยขายความละเอียดรอบคอบ ชุดที่สี่-"นกแสก" และ "จิ้งจกทัก" ที่ลงทุนสูงด้านเทคนิคที่เน้นภาพพจน์เมืองไทยประกันชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่ ชุดนี้ถูกนำเป็นกรณีศึกษาโฆษณาด้วย ชุดที่ห้า- "ท่านยมฯ 1" และ "ท่านยมฯ 2" เสนอประกันชีวิตแบบพิเศษบำนาญที่มีประโยคฮิตติดปากว่า "ฉันตายไม่ได้"

และชุดที่หก-"ครบวงจร" ที่ใช้วิธีอาหนังชุดเก่าทั้งหมดมาเรียงร้อยด้วยเทคนิคโดมิโนแอฟเฟ็ค เบื้องหลังถ่ายทำ 7 วันใช้เงินไปทั้งสิ้น 6 ล้านบาท โดยทีมงานคนหนุ่มสาวลินตาสคือ ปัทมาวไล รัตนภูมิ เริงชัย พร้อมพิชาญ แสนชัย เวสารัชฯ ฯลฯ

"งบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่เมืองไทยประกันชีวิตใช้ไม่ต่ำหว่า 25 ล้านบาทเพราะค่าโฆษณาทางโทรทัศน์แพงมากในช่วง ไพรม์ไทม์ เรายิงโฆษณาหนังยาว 45วินาทีและ 90 วินาทีก็ต้องจ่าย 420,000 บาทต่อหนึ่งสปอต" วิชัยเล่าให้ฟัง

แม้ว่าโฆษณาหนังชุดล่าสุดจะไม่แรงเหมือนชุดแรกแต่แนวหนังที่สนุกสนานและแปลกใหม่ก็ยังให้คอนเซ็ปต์ "ครบวงจร" ได้พอควร เป็นจุดขายที่เมืองไทยประกันชีวิตต้องเร่งสร้างภาพพจน์ก่อนที่บริษัทประกันชีวิต และประกันภัยอีกนับร้อยแห่งจะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า

"ผมคิดว่าบริษัทประกันภัยมีจำนวนมากเกินไป ทางการควรจะสกรีนคุณภาพบริษัท เพื่อมิให้เกิดปัญหาสถาบันประกันภัยล้มแล้วลูกค้าประชาชนจะเสียหาย" นี่คือความกังวลของภูมิชายต่อปัญหาในอนาคต

ก่อนจะจากกันวันนั้น ภูมิชายจบการสนทนาด้วยเรื่องการเมืองเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่เร้าใจก่อนเปิดตัวผู้สมัครโดยเฉพาะในพรรคพลังธรรม ที่มีคนคุ้นเคยกับภูมิชายอยู่หลายคนที่ได้รับการทาบทามแต่ปฏิเสธหมด เช่น ดร.โอฬาร ไชยประวัติ บัณฑูร ล่ำซำซึ่งเป็นหลานที่ภูมิชายกระเซ้าว่าเสือยิ้มยาก และสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือ "หน่อย" ที่เป็นลูกสาวของสมพล อดีตกรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของเมืองไทยประกันชีวิต

"ผมชื่นชมความสามารถของหน่อยไม่ใช่แค่เป็นผู้หญิงเก่งและผมอยากเห็นเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงด้วยซ้ำ ผมจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 2 มิถุนายนนี้ก่อนจะเดินทางไปญี่ปุ่นในวันนั้น ผมไม่เคยพลาด" ภูมิชายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

งานนี้เมืองไทยประกันชีวิตบริการประกันทุกอย่างครบวงจร ยกเว้นสำหรับ "ผู้สมัครอกหัก" ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. คนใหม่?



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.