ต่างชาติลุ้นลงทุนเมกะโปรเจกท์ จัดสรรพันธุ์ไทยเดินหน้าเต็มพิกัด


ผู้จัดการรายสัปดาห์(13 มีนาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

*ทุนข้ามชาติเริ่มไม่มั่นใจรัฐบาลว่าจะเดินหน้าโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ หลังกระแสไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ลามท่วมทุ่ง
*ขณะที่จัดสรรสัญชาติไทย เชื่อปัญหาการเมืองไม่ยืดเยื้อเดินหน้าโครงการต่อ เน้นเกาะระบบโครงข่าย ทั้งบนดิน-ใต้ดิน
*ชี้การเมืองไม่กระทบธุรกิจบ้านจัดสรร หวั่นการเมืองทำเศรษฐกิจดิ่งเหว กระทบชิ่งบ้านจัดสรรพัง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่รู้จะไปทางไหน จะออกหัวหรือออกก้อยนั้น ส่งให้ผลกระทบต่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกท์พอสมควร

เพราะหลังจากที่มีกระแสไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ทำให้นักลงทุนข้ามชาติหลายรายสอบถามไปยังกระทรวงคมนาคมถึงโครงการเมกะโปรเจกท์ว่ารัฐบาลยังคงจะเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมได้ยืนยันกับกลุ่มนักลงทุนทั้งต่างชาติ และชาวไทยว่า รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าแผนการเดิมที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น รัฐบาลเป็นรัฐบาลตัวจริง แต่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตรัฐมนตรีที่รักษาการแทนเท่านั้น ซึ่งโดยมารยาทจะไม่ตัดสินใจดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ในส่วนนี้ทำให้ความไม่มั่นใจของนักลงทุนเริ่มกลับมาอีกครั้ง

“เสี่ยเพ้ง”รับต่างชาติเริ่มกังวล

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หรือ“เสี่ยเพ้ง” รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวยอมรับว่า กลุ่มนักลงทุนข้ามชาติเริ่มมีความไม่มั่นใจในโครงการการลงทุนระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ของประเทศอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่รัฐบาลประสบปัญหา กลุ่มประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งทางกระทรวงได้ชี้แจงไปยังกลุ่มทุนข้ามชาติว่าโครงการดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ก็ยอมรับว่าอาจจะล่าช้ากว่ากำหนด เพราะติดปัญหาบางประการ ซึ่งเป็นปกติของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องมีปัญหาบ้าง ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าตามแผนการที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ทำให้กลุ่มทุนข้ามชาติเริ่มมีความกังวลอีกครั้งว่ารัฐบาลจะยังคงลงทุนโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่เช่นเดิมหรือไม่

ในส่วนนี้ พงษ์ศักดิ์ ยังคงยืนยันว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการเช่นเดิม แต่ได้ชะลอโครงการบางขั้นตอนออกไป เพื่อความเหมาะสม และรอรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาสานต่อโครงการซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ต้องนำเข้ามาจำนวนมาก

ทั้งนี้ โครงข่ายระบบรางเคยสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนมาหลายครั้ง นับตั้งแต่พงษ์ศักดิ์ขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยในช่วงแรกของการเข้ามารับตำแหน่ง ก็ประกาศนโยบายจะยกเลิกเส้นทางเดินรถบ้าง จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินรถบ้าง จากระบบเฮฟวี่ เรล เป็นบีอาร์ที หรือโมโนเรล จนทำให้ประชาชนออกมาคัดค้าน สุดท้ายพงษ์ศักดิ์ต้องยอมยกธงขาว และเดินตามนโยบายเดิมที่เจ้ากระทรวงคนเก่า คือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ วางไว้ คือ จะลงทุนโครงข่ายอย่างน้อย 7 เส้นทาง และเพิ่มเส้นทางเป็น 10 เส้นทาง เพื่อให้ครอบคลุมการเดินทาง รวมถึงต่อรถได้สะดวกทุกเส้นทาง

ทุนจีนรอความชัดความชัดเจน

วิศิษฎ์ เลาหพูนรังษีประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ กล่าวว่า กลุ่มทุนจากจีนที่จับมือกับอารียาฯยังมีความเชื่อว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงข่ายระบบรางต่อไป แต่จะล่าช้าบ้าง อย่างไรก็ตาม ก็อยากได้รับคำยืนยันจากรัฐบาลว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป โดยในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า กลุ่มผู้ร่วมทุนจากจีนจะเข้ามาเจรจารูปแบบการลงทุนเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุน ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี และเส้นทางที่ต้องการลงทุน

ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะชนะการประมูลงานบางส่วนในโครงการข่ายคมนาคม โดยอารียาฯจะลงทุนในสัดส่วนราว 10-20% ของมูลค่างานที่ประมูลได้

ขณะที่กลุ่มทุนข้ามชาติยังสับสนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าลงทุนโครงข่ายระบบรางหรือไม่ ในส่วนของผู้ประกอบการบ้านจัดสรร มั่นใจว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่กระทบต่อการลงทุนโครงการบ้านจัดสรรมากนัก จึงมีแผนเปิดโครงการใหม่กันจำนวนมาก และโครงการส่วนใหญ่จะตั้งอิงกับโครงข่ายระบบราง ทั้งบนดิน และใต้ดิน เพราะเชื่อว่า ที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นตามแนวระบบขนส่งมวลชน

อาทิ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยพร สุนทรจิตต์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ปัจจัยทางการเมืองจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ้านจัดสรร เพราะเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะยืดเยื้อ อีกทั้ง ความต้องการบ้านยังมีอีกมาก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจยังไปได้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจบ้านจัดสรรเติบโตต่อไปได้

ปีนี้บริษัทจะลงทุนเพิ่มราว 5,500 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินประมาณ 4,000 ล้านบาท ส่วนอีก 1,500 ล้านบาท จะใช้ลงทุนด้านอื่นๆ โดยบริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 13 แห่ง เป็นโครงการบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ จากปัจจุบันที่มีโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 29 แห่ง ทำให้มีโครงการในมือ รวม 42 แห่ง

QHลุยบ้านทุกเซกเมนท์

ขณะที่รัตน์ พานิชพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทและบริษัทในเครือจะเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และจะให้ความสำคัญกับบ้านราคาระดับกลาง-ล่างมากขึ้น จากเดิมที่เน้นบ้านราคาสูงเป็นหลัก โดยคิวเฮ้าส์จะเปิดตัวโครงการใหม่ 7 แห่ง ได้แก่ รลัดดารมย์ อิลิแกนซ์พระราม 5, ลัดดารมย์ ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์, ลัดดารมย์ ราชพฤกษ์-วงแหวนสาทร, วรารมย์ พหลโยธิน-สายไหม, วรารมย์ แก้วนวรัตน์ เชียงใหม่, วรารมย์ เจริญเมือง เชียงใหม่ และโครงการลัดดารมย์ อิลิแกนซ์ ศาลากลางเชียงใหม่ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท

ส่วนคาซ่า วิลล์ จะเปิดโครงการบ้านเดี่ยว5 แห่ง ได้แก่ คาซ่า วิลล์ วัชรพล, คาซ่าวิลล์ ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์, คาซ่า วิลล์ สุวรรณภูมิ, คาซาวิลล์ ศรีนครินทร์ และคาซ่า วิลล์ พระราม 2 มูลค่ารวม 5,600 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ 4 แห่ง ได้แก่ คาซ่า ซิตี้ เอกมัย-รามอินทรา-สุคนธสวัสดิ์ 1, คาซ่า ซิตี้ เอกมัย-รามอินทรา-โยธินพัฒนา 1, คาซ่า ซิตี้ เอกมัย-รามอินทรา-นวลจันทร์ 1, คาซ่า ซิตี้ รามคำแหง ราคายูนิตละประมาณ 4 ล้านบาท มูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท

เมื่อรวมกับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะมีมูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท และหากในปี 2550 เปิด บริษัทโครงการใหม่เพิ่มจะทำให้มีโครงการในมือรวม 33,000 ล้านบาท ซึ่งทุกโครงการล้วนตั้งอยู่ในทำเลที่ดี การเดินทางสะดวก ด้วยโครงข่ายคมนาคมทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและกำลังลงทุนใหม่

ด้านอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ บอกว่า บริษัทเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองคงไม่ยืดเยื้อ และน่าจะจบลงด้วยดี ที่สำคัญปัญหาการเมืองจะไม่กระทบธุรกิจบ้านจัดสรร ยกเว้นการเมืองทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ก็อาจจะกระทบต่อธุรกิจบ้านจัดสรรได้

จึงเดินหน้าลงทุนโครงการใหม่อย่างน้อย 9 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 9,200 ล้านบาท ซึ่งจะกระจายไปตามย่านที่อยู่อาศัยที่สำคัญ โดยพัฒนาบ้านตามแนวคิดเดิมที่ดึงเอาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองใหญ่จากทั่วโลกมาใช้เป็นคอนเซ็ปต์ในครงการใหม่

ปีทองอสังหาริมทรัพย์

ส่วนประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการ บมจ.ศุภาลัย กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ดีปีหนึ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะปัจจัยลบต่าง ๆ คลี่คลายลงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และค่อนข้างคงที่ ทำให้บริษัทสามารถคำนวณต้นทุนได้บ้าง ส่วนอัตราดอกเบี้ยผู้บริโภครับรู้อยู่แล้วว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้น จึงเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีทองอีกปีหนึ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 7 แห่ง มูลค่า 8,300 ล้านบาท

ขณะที่ชวน ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ. มั่นคงเคหะการ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 7 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 4,600 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการจะเน้นในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพไม่ว่าจะเป็น สุวรรณภูมิ, วงแหวนรอบนอก, เพชรเกษม, รามอินทรา, ปิ่นเกล้า และศรีนครินทร์ – เทพารักษ์ เพราะมั่นใจว่าภาวะเศรษฐกิจยังมีโอกาสเติบโต


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.