TOGเดินหน้าเทรดไม่หวั่นการเมืองร้อนกระจายหุ้น15มีนาคมซื้อขายปลายเดือน


ผู้จัดการรายวัน(7 มีนาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

TOG ยืนยันเดินหน้าขายหุ้น IPO ได้ 15 มีนาคมนี้ ก่อนจะเข้าเทรด 22 มีนาคม 49 โดยจะกำหนดราคาใน 2 วันนี้ ช่วงราคาระหว่าง 3-3.50 บาทต่อหุ้น คาดการเมืองกดหุ้นในวันแรกที่เข้าเทรดแต่เชื่อระยะยาวเด้งกลับสู่พื้นฐานที่ดี มั่นใจปีนี้รายได้ดีกว่าปีก่อน หลังโครงการที่พัฒนาเริ่มส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ประเดิมแถบยุโรปเป็นแห่งแรก

ดร.สว่าง ประจักษ์ธรรม ประธานกรรมการและผู้จัดการ บริษัท ไทยออพติคอลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่จะขายหุ้นไอพีโอในวันที่ 15 มีนาคมนี้และเข้าจทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในวันที่ 22 มีนาคมนี้แม้ว่ายังคงมีเหตุการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ เนื่องจากมองว่าหากบริษัทมีการเลื่อนการขายหุ้นออกไปก็ไม่ทราบว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะมีความชัดเชนเมื่อไหร่

"ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมื่องที่ยืดเยื้อ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ อย่างไรซึ่งหากเรายังคอยดูแล้วค่อยมากำหนดอีกครั้งก็อาจจะไม่ทัน " ดร.สว่างกล่าว

สำหรับราคาหุ้น TOG นั้นคาดว่าจะสามารถสรุปได้ในอีก 1-2 วันข้างหน้านี้จากช่วงราคาหุ้นที่อยู่ที่ 3.0-3.5 บาท โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 68 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 17 % ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วภายหลังการเพิ่มทุน ขณะที่บริษัทมีทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ชำระแล้ว 332 ล้านบาท ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 1,463.92 ล้านบาท หนี้สินรวม 487.51ล้านบาท มีอัตราหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 0.50 บาท

ดร.สว่างกล่าวต่อว่า บริษัทก็มีความกังวลกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นซึ่งคาดเดาได้ยากว่านักลงทุนจะให้ความสนใจหุ้น TOG มากน้อยเพียงใด ซึ่งบริษัทก็ได้มีการหารือกับทางอันเดอร์ไรท์เตอร์คือ บล.กรุงศรอยุธยาถึงราคาหุ้นที่เข้าซื้อขายในวันแรกว่าอาจจะปรับตัวลดลงมาตามภาวะตลาดฯแต่ทั้งนี้ เชื่อว่าในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสู่ภาวะปกติตามปัจจัยพื้นฐานและผลตอบแทนที่ดีได้

โดยบริษัทประมาณการว่ารายได้ในปี 2549 จะมีการขยายตัวดีกว่าปีก่อน เนื่องจากโครงการที่พัฒนาเมื่อปลายปี 2548 จะสามารถเริ่มส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้ารายใหม่ของบริษัทจะอยู่ในทวีปยุโรป ในขณะที่ลูกค้ารายเดิมอย่างในประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส,เยอรมันเป็นต้นก็ยังสั่งสินค้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ยังคงเป็นการส่งออก 93 % และจำหน่ายในประเทศ 7 %ซึ่งการใช้เลนส์ในประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก หากเทียบกับต่างประเทศ โดยไทยมีการใช้เลนส์อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคู่ต่อปี ในขณะที่ต่างประเทศมีการใช้เลนส์อยู่ที่ประมาณ 400-500 คู่ต่อปี

ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมแว่นตานั้น มองว่ายังมีการเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งจะเป็นในลักษณะที่ไม่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากหรือปรับลดลงมาก แต่จะมีการปรับไปตามจำนวนประชากร


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.