|

โซเวนเต้’ เดินเครื่องแฟรนไชส์ แบ่งเค้กตลาดกาแฟหรู 5 พันล้าน
ผู้จัดการรายวัน(2 มีนาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
“โซเวนเต้” เปิดตัวแฟรนไชส์กาแฟระดับพรีเมียม เกาะกระแสตลาดบูม ปิดจุดอ่อนหาทำเลใหม่ได้ยาก ชูจุดเด่นเมนูหลากหลาย และความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน วางระบบ 2 รูปแบบ ทั้ง Shop และ Corner ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นครึ่งล้าน
อัคคพันธ์ ลีวุฒินันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซเวนเต้ คอฟฟี่ แอนด์ ที จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ อยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟมากกว่า 40 ปี เป็นทั้งผู้ผลิตเมล็ดกาแฟ นำเข้าเครื่องชงกาแฟจากต่างประเทศ รวมถึงเปิดร้านกาแฟ “โซเวนเต้ คอฟฟี่ แอนด์ ที” ด้วยตัวเองมาประมาณ 3 ปี มีทั้งหมด 9 สาขา อาทิ ซอยเอกมัย 20 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นต้น
ส่วนแนวคิดขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ มาจากประสบการณ์ และข้อมูล พบว่า อุตสาหกรรมกาแฟยังมีแนวโน้มจะเติบโตอีกมาก โดยกลุ่มกาแฟพรีเมียม มีมูลค่าตลาดเกือบ 5,000 ล้านบาท และเมื่อดูสถิติ คนไทยดื่มกาแฟ 0.5 กก. ต่อคน ต่อปี ในขณะที่ คนญี่ปุ่น ดื่มกาแฟ 2 กก. ต่อคน ต่อปี และคนอเมริกา ดื่มกาแฟ 4.5 กก.ต่อคน ต่อปี ทำให้เห็นว่า โอกาสธุรกิจนี้ยังเปิดช่องอีกมาก ทว่า การขยายธุรกิจ โดยเปิดสาขาใหม่ มีอุปสรรคหาทำเลที่ดีได้ยากมาก จึงขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ เฉพาะกรุงเทพฯ ในทำเล อาทิ ในห้างสรรพสินค้า อาคาร โรงพยาบาล หน้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น
“การหาทำเลที่ดี ทุกวันนี้ สิ่งสำคัญเป็นเรื่องของสายสัมพันธ์ส่วนตัว ทำเลที่ดีบางแห่ง ขอเช่าแพงเท่าไร ก็ไม่ได้ แต่ถ้าคนมีทำเลดี ไม่ได้ใช้ประโยชน์ สนใจซื้อแฟรนไชส์ ก็เป็นการแชร์ความสำเร็จ โดยคุณมีความพร้อมของทำเล ในขณะที่เรามีระบบและสินค้าพร้อม ก็มาโตไปพร้อมกัน แบบ win – win ทั้งคู่”
เมื่อถามว่า ทุกวันนี้ ธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟพรีเมียมการแข่งขันสูง มีทั้งแบรนด์เก่าเจ้าตลาด และแบรนด์ใหม่ เกิดขึ้นจำนวนมาก แรงจูงใจใดที่จะทำให้คนเลือกมาลงทุนกับแฟรนไชส์โซเวนเต้ฯ คืออะไร เจ้าของธุรกิจ ให้คำตอบว่า คนทั่วไป จะมองร้านกาแฟแบรนด์ต่างๆ ภายนอกว่าไม่แตกกัน ทว่า ในความเป็นจริง แต่ละแบรนด์ล้วนมีแนวทางในรายละเอียดต่างกันอยู่ จึงขึ้นอยู่ความพอใจของผู้ลงทุนจะเลือกแบรนด์รายใด
ส่วนจุดเด่นของแฟรนไชส์โซเวนเต้ อยู่ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย กว่า 20-30 เมนู นอกเหนือจากกาแฟแล้ว ยังมีชาจีน ชาญี่ปุ่นชงแบบดั้งเดิม ชาฝรั่ง และชาผลไม้ พร้อมหมวดอาหาร และของว่างรูปแบบ Italian Snack
ด้านวัตถุดิบใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพดี ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตเอง นำมาจากหลายพื้นที่ อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ ชุมพร ระนอง เป็นต้น ผ่านกรรมวิถีคั่วบดสูตรเฉพาะของร้าน ทำให้ได้กาแฟรสชาติหอมกรุ่น ประกอบกับการออกแบบร้านให้มีกลิ่นอายแบบตะวันออก กับตะวันตก เน้นสีม่วงดูขรึม สร้างบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน
นอกจากนั้น ใช้ระบบซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจร้านกาแฟโดยเฉพาะ ช่วยให้มีฐานข้อมูลในการทำธุรกิจได้ครบถ้วน อาทิ ข้อมูลกลุ่มลูกค้า ช่วงเวลาขายยอดนิยม สินค้ายอดนิยม ระบบบัญชี เป็นต้น รวมถึง สนับสนุนการตลาดในระดับไม่ต่ำกว่าแบรนด์ของไทยรายอื่นๆ
อัคคพันธ์ เผยต่อว่า แบ่งแฟรนไชส์ เป็น 2 รูปแบบ คือ 1. แบบ Shop เน้นทำเลมีความเป็นส่วนตัว หรืออาจเปิดในศูนย์การค้า มีขนาดพื้นที่ 35 ตารางเมตรขึ้นไป ใช้งบประมาณลงทุน 600,000 – 1,200,000 บาท แล้วแต่ทำเล และ 2. แบบ Corner พื้นที่ประมาณ 9-35 ตารางเมตร อาจตั้งในทำเลส่วนหนึ่งในร้าน หรืออาคาร เงินลงทุน 400,000 – 600,000 บาท อายุสัญญา 8 ปี เก็บค่า POYALTY FEE 3 % และค่า MARKETING FEE 3% โดยการคืนทุน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของทำเล และกลุ่มลูกค้า แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ ตั้งเป้าในปีนี้ จะขยายแฟรนไชส์ประมาณ 10 สาขา และขยายด้วยตัวเอง 5 สาขา ส่งผลให้บริษัทฯ โตขึ้น 2-3 เท่าตัว
สำหรับราคาของกาแฟอยู่ที่ประมาณ 50- 80 บาท /แก้ว กำไรประมาณ 50% /แก้ว ทว่า แม้กำไรต่อแก้วจะสูง แต่ธุรกิจนี้ ค่าใช้จ่ายจะไปเพิ่มในส่วนต้นทุนทำตลาด ผู้ลงทุนจึงต้องคำนึงปัจจัยนี้ด้วย
“ธุรกิจกาแฟค่อนข้างละเอียดอ่อน คนทั่วไป พอได้ยินกำไรต่อแก้วสูง ก็สนใจมาทำ โดยลืมบวกค่าตลาด ค่าบุคลากร และอื่นๆ”
ส่วนการรักษาคุณภาพของแฟรนไชส์นั้น อัคคพันธ์ บอกว่า วัตถุดิบต้องรับจากบริษัทฯ สินค้าทุกชนิดที่ขายในร้านต้องได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทฯ จัดทีมหมุนเวียนตรวจสอบ ด้านการชงกาแฟทุกขั้นตอนเป็นสูตรมาตรฐานเดียวกัน โดยอบรมอย่างละเอียด รวมถึง มีพนักงานส่วนกลางไว้สำรองในกรณีพนักงานชงกาแฟของสาขาลาออก เพื่อช่วยเสริมแก้ขัดไม่ให้ธุรกิจสะดุด
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|