|

พรีม่าโกลด์แก้เกมการเมืองพ่นพิษรุกหนักนอกฤดูขาย-ขยายตปท.กู้ยอด
ผู้จัดการรายวัน(1 มีนาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
“พรีม่าโกลด์” ระบุสถานการณ์การเมืองไม่นิ่งพ่นพิษ ยอดขายไตรมาสแรกสะดุด โตเพียง 20% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 30% ปรับแผนรุกตลาดนอกฤดูขายหนักช่วงไตรมาสสอง-สาม พร้อมอาศัยเอฟทีเอลุยเปิดตลาดอินเดีย-จีนปีนี้ มั่นใจสิ้นปีกวาดรายได้ตามเป้า 800 ล้านบาท
นางสาวรุ่งนภา เงางามรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีม่าโกลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายทองคำ 24 เค เปิดเผยว่า ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 30 % เป็นเหลือเพียง 20% ทั้งนี้เพราะปัจจัยลบทางสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย โดยสังเกตุว่าคนออกมาเดินห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายลดลง
“สถานการณ์ทางการเมือง คงเป็นปัจจัยกระทบแค่สั้นๆเท่านั้น ปีนี้ทั้งปีผลประกอบการของบริษัทคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายกว่า 800 ล้านบาท เพราะมีปัจจัยบวกด้านราคาทองที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทองคำ 24 เค เพื่อใส่เป็นเครื่องประดับง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเรามองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงดีอยู่”
สำหรับแผนการตลาด บริษัทได้เตรียมรุกหนักในช่วงนอกฤดูขายมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองและไตรมาสที่สาม ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมกับเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ โดยเน้นความถี่ในการซื้อและความหลากหลายในการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นผลประกอบการโดยรวมภายในประเทศของบริษัทให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 600 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้ 500 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ปีนี้บริษัทยังได้วางแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดีย เนื่องจากนโยบายเปิดการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเป็นปัจจัยหนุนในการขยายธุรกิจ โดยในจีนจะปรับลดภาษีนำเข้าเครื่องประดับทองเหลือ 12% ในปี 2550 ซึ่งบริษัทจะเริ่มบุกจีนในกลางปีหรือปลายปี 2550 ในลักษณะลงทุนเองและการหาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งขณะนี้บริษัทแม่ได้เข้าไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องประดับเงินนำร่องก่อนแล้ว
ด้านประเทศอินเดียบริษัทจะเริ่มรุกตลาดปีนี้ โดยการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย 4 มุมเมือง เนื่องจากปีนี้ภาษีนำเข้าเครื่องประดับลดลง 0% ในเดือนกันยายน 2549 นี้ สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทจะมุ่งเน้นความร่วมมือทางธุรกิจกับคู่ค้าในด้านกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งขยายรูปแบบดำเนินธุรกิจ เช่น การลงทุนร่วมกับคู่ค้าเปิดร้านค้าปลีก จัดจำหน่ายในระบบแฟรนไชส์ หรือขายระบบขายตรงผ่านสื่อต่างๆ ได้แก่ โทรทัศน์ สื่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น
โดยสิ้นปีนี้บริษัทจะมีจุดจำหน่ายในต่างประเทศทั้งหมด 40 จุด กว่า 15-16 ประเทศ ประกอบด้วย อินโดนีเซียและดูไบเป็นประเทศที่สร้างรายได้หลัก ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เนปาล เป็นต้น ซึ่งตั้งเป้ารายได้จากต่างประเทศมีอัตราการเติบโต 30 % จากในปีที่ผ่านมามีรายได้ 200 ล้านบาท สำหรับการรุกตลาดในจีนตั้งเป้ามีรายได้ปีแรก 50 ล้านบาท ส่วนในอินเดียตั้งเป้า 50 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการจัดงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งนี้ ตั้งเป้าเติบโต 20% จากในปีที่ผ่านมา 20 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|