|

หุ้นจีสตีลนำร่องเทรดตัวแรกวันนี้"เอเซียพลัส"ชูราคาจองต่ำกว่าบุ๊ก
ผู้จัดการรายวัน(25 มกราคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
นักวิเคราะห์ประเมิน จี สตีล ประเดิมเทรดวันแรก ท่ามกลางแนวโน้มเหล็กเป็นช่วงขาลงแข่งขันสูง ราคาเพิ่มเหนือจองแต่ไม่หวือหวา ให้ราคาเหมาะสม 1.82-1.90 บาท บิ๊กเอเซียพลัส-ผู้บริหารพร้อมกันมั่นใจราคาเหนือจองแน่ "อุดมศักดิ์" ระบุนักลงทุนในประเทศให้ความสนใจจองล้น 4 เท่า ราคาจองต่ำกว่าบุ๊กแวลูที่ 2.60 บาท พร้อมย้ำราคาจองมีราคาเดียว 1.60 บาท ส่วน"วงศ์สวัสดิ์"มีเอี่ยวถือหุ้นจากการซื้อพีพีเมื่อ 3 ปีก่อน
นายอุดมศักดิ์ ชาครียวณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของบริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEEL เปิดเผยถึง การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้(25 ม.ค.) เป็นวันแรก ว่า บริษัทเชื่อว่าหุ้นจีสตีล จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจองได้ เนื่องจากการกำหนดราคา ที่ 1.60 บาท นั้นมี P/E(พีอี) ที่ 6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าพีอีกลุ่มเหล็กรีดร้อนที่มีพีอีกว่า 7 เท่า และเป็นราคาเสนอขายที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี( BOOK Value) ของบริษัทที่ 2.60 บาท
รวมถึงการตั้งราคาจองดังกล่าวยังเป็นการตั้งราคา โดยพิจารณาจากภาวะตลาดในช่วง 10-20 วันที่ผ่านมา ซึ่งช่วงดังกล่าวดัชนีฯมีการปรับตัวลดลงมา 4-5 % จึงมองว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ บมจ.จี สตีล เสนอขายหุ้นจำนวน 1,500 ล้านหุ้น แบ่งเป็น เสนอขายนักลงทุนในประเทศ 750 ล้านหุ้น นักลงทุนต่างประเทศ 750 ล้านหุ้น
นอกจากนี้ บมจ.จี สตีล มีความแตกต่างจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจเหล็กรีดร้อน เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตเหล็กรีดร้อนที่ครบวงกร และไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของราคาเหล็กผันผวน เพราะบริษัทจะผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ ซึ่งจะไม่มีการซื้อสินค้าเก็บไว้ (สต็อก) ทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี ประกอบกับบริษัทมีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย ทำให้บริษัทมีผลตอบแทนการดำเนินงานที่ดี
ดังนั้นบริษัทเชื่อว่านักลงทุนที่ต้องการที่จะลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพและมีการเติบโต บริษัทจีสตีลก็ถือเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าลงทุนและคาดว่าจะราคาหุ้นของบริษัทจะมีการปรับตัวขึ้นที่ดี
นายอุดมศักดิ์ กล่าวว่า จากที่มีกระแสข่าว จีสตีล มีการเสนอขายหุ้น 2 ราคา ที่ 1.50 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาไอพีโอ ที่ 1.60 บาท บริษัทปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงและไม่มีใครได้หุ้นในราคาที่ ต่ำกว่า 1.60 บาท โดยเมื่อปี 2546 ที่บริษัทมีการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP)ก็เสนอขายในราคาที่ 1.60 บาท โดยนักลงทุนที่รับการจัดสรรหุ้นดังกล่าว ก็มีการนำไปซื้อขายกันเองนอกตลาดทำให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึง หุ้นละ 2 บาท และนักลงทุนที่ได้หุ้น PP ดังกล่าวก็มีการติดระยะเวลาการห้ามซื้อขายหุ้น(ไซเร้นท์พีเรียด)
นายวุฒิชัย เศรษฐบุตร ผู้จัดการฝ่ายวางแผนธุรกิจ บมจ.จีสตีล กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าราคาหุ้นของบริษัทจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาจองได้ และจะทำให้ภาวะการลงทุนในหุ้นไอพีโอ คึกคัก เนื่องจาก นักลงทุนในประเทศให้ความสนใจจองซื้อหุ้นสูง ถึง 4 เท่า จากหุ้นที่จัดสรร คือ 750 ล้านหุ้น และนักลงทุนต่างประเทศก็ให้ความสนใจจองซื้อหุ้นสูงถึง 2.5 เท่า จากจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้ที่ 750 ล้านหุ้น เช่นกัน
“ทั้งนี้จากการไปนำเสนอข้อมูลต่างประเทศ นักลงทุนก็มีการสอบถามเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรการเติบโตของบริษัท รวมถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งนักลงทุนก็ให้ความตอบรับที่ดีและให้มีความเข้าใจในบริษัท ทำให้มีความสนใจเข้าลงทุน เพราะการกำหนดราคาที่ 1.60 บาท มีP/E ที่ต่ำ และเป็นราคาเดียวกับที่บริษัทได้กำหนดขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงไปเมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลเกี่ยวกับราคาหุ้นในแรกของการซื้อขาย”นายวุฒิชัย กล่าว
จากกระแสข่าวว่ามีกลุ่มนักลงทุนที่มีความเกี่ยวพันนักการเมืองเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัท และเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาจอง นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเม็ดเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ จะมีการตรวจก่อนที่จะมีการอนุมัติให้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้
ส่วนนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ นั้นถือหุ้นของบริษัท คิดเป็น 2.5% และถือมา 3 ปี แล้ว ซึ่งได้ซื้อหุ้นของบริษัทในช่วงที่มีการขายหุ้น PP ในราคา หุ้นละ 1.60 บาท ก็ไม่ได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาจอง และผู้ถือหุ้นเดิมก็จะติดไซเรนท์พีเรียด 1.5 ปี เชื่อว่าจะไม่มีการขายหุ้นออกมาเก็งกำไรระยะสั้น เพราะมองผลตอบแทนในอนาคตที่จากผลประกอบการของบริษัทที่มีการเติบโต จากการขายกำลังการผลิต
นายโกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ยูโอบี เคย์ เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดว่าหุ้นจี สตีล เทรดวันแรกในช่วงเช้าจะสามารถปรับตัวสูงกว่าราคาจองได้ แต่ในช่วงปิดตลาดคาดว่าจะสูงกว่าราคาจองไม่มากนัก เนื่องจากราคาเหล็กในตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลง และมีการแข่งขันที่สูง โดยมองหุ้นจีสตีลเหมาะสำหรับการเข้ามาเก็งกำไร แต่ราคาหุ้นอาจไม่หวือหวานัก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) แต่คาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวดีหลังจากที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตสำเร็จ
ทั้งนี้คาดว่าปี 2549 จี สตีล มีรายได้รวม 24,300 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากปี 48 ที่มีรายได้ 22,250 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,450 ล้านบาท โดยบริษัทให้ราคาเหมาะสมปี 2549 ที่ 1.82 บาท
นายสุรชัย ประมวลเจริญกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST กล่าวว่า บริษัทคาดว่าราคาหุ้นจีสตีลจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีส่วนลดให้นักลงทุนจำนวนมาก และสถานการณ์เหล็กในช่วงนี้ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตของประเทศจีนที่อยู่ในระดับที่สูง
ทั้งนี้ บริษัทคาดรายได้ปี 2549 จะอยู่ที่ 22,500 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% จากปี 2548 เนื่องจาก ราคาขายเฉลี่ยในปีนี้ปรับลดลง ถึงแม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 15% โดยมีกำไรสุทธิ 2,038 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อนโดยบริษัทให้ราคาเป้าหมาย 1.90 บาท ซึ่งปกติแล้วหุ้นที่ซื้อขายจะต่ำกว่าราคาเป้าหมาย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|