|

จับตาSC-แผ่นดินทองฯ ลือดึงทุนสิงคโปร์ถือหุ้นขยายธุรกิจ
ผู้จัดการรายวัน(20 มกราคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
"แมวเก้าชีวิต"ชายนิด โง้วศิริมณีชี้ให้จับตากลุ่มทุนสิงคโปร์เข้าเสียบบริษัทเอสซีฯ ของตระกูลชินวัตร รวมถึงบริษัทแผ่นดินทองฯ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งต่อกรกับบิ๊กอสังหาฯในไทยสายพันธุ์สิงคโปร์ ระบุตลาดอสังหาฯจะถูกครองด้วยบริษัทขนาดใหญ่ หลังรายใหม่เกิดขึ้นได้ยาก ด้านธุรกิจเพอร์เฟคฯปี 49 เน้น 3 กลยุทธ์ทางการตลาด เพิ่มสินค้า ทุกเซกเมนต์ครอบคลุมทุกตลาด
นายชายนิด โง้วศิริมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF เปิดเผถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 49 ว่า การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการรายกลางถึงใหญ่จะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ คือ ต้องมีฐานการเงินที่ใหญ่ขึ้นเพื่อผลักดัน ให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคต โดยมีความจำเป็นต้องร่วมมือพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเข้มแข็ง ขณะที่บริษัทอสังหาฯขนาดรายเล็ก จะเริ่มหายไปจากตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รายใหญ่จะเข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งภายในระยะเวลา 2-3 ปีจากนี้ บริษัทรายใหญ่ๆ จะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 ล้านบาท ไม่เว้นแม้แต่บริษัทฯเองก็จะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย
สำหรับกลุ่มพันธมิตรที่จะมา ร่วมทุนกับผู้ประกอบการอสังหาฯ ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็น กลุ่มทุนจากสิงคโปร์และฮ่องกง โดยเฉพาะกลุ่มสิงคโปร์ในรอบนี้ถือว่ามากที่สุด และในปีนี้จะมีกลุ่มทุนจากสิงคโปร์เข้ามาอีกหลายกลุ่มเช่นกัน โดยที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ กลุ่มสิงคโปร์แลนด์ และกลุ่มธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์ (สิงคโปร์) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้ามาเทกโอเวอร์ ธนาคารเอเชีย และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ UOBT ที่จะ เข้ามาลงทุนกับผู้ประกอบการไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าเป็น กลุ่มไหน
สร้างข่าว SC-GOLD ดึงสิงคโปร์ร่วมทุน
นายชายนิดกล่าวยืนยันว่า ผู้ประกอบการไทยที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC บริษัทอสังหาฯ ในตระกูลชินวัตร และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD ที่อาจมีการดึงกลุ่มทุนสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ GLOD นั้นปัจจุบันมี ชิลเดรน ฟันด์ ซึ่งเป็นกองทุนรวมและกลุ่มนิวเวิลด์ บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาฯในสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นอยู่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจอสังหาฯ มีการดึงต่างชาติเข้ามาร่วมทำธุรกิจมากขึ้นเพื่อให้ฐานทุนมีขนาดใหญ่ ประกอบกับทั้งสองบริษัทก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มทุนสิงคโปร์อยู่แล้ว
แหล่งข่าวในวงการอสังหาฯ กล่าวว่าไม่เชื่อที่ทางผู้ถือหุ้นเอสซีฯ จะดึงทุนสิงคโปร์เข้ามาร่วมทุน เนื่องจากด้วยศักยภาพของบริษัทฯ แล้ว มีความพร้อมทางด้านเงินทุนและแลนด์แบงก์ที่อยู่ในมือของตระกูลชินวัตร ส่วนของบริษัทแผ่นดินทองฯนั้น คิดว่ามีความเป็น ไปได้ เพราะกำลังมีปัญหาอยู่
"ปีนี้ธุรกิจอสังหาฯจะมีการ แข่งขันรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการ ในบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ จะต้องมีการปรับตัว ต้องมีฐานเงินทุนขนาดใหญ่ โดยอาจจำเป็นต้องดึงพันธมิตรจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทำธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องพยายามปรับตัวให้มียอดขายระดับ 10,000 ล้านบาทต่อปี จึงจะอยู่รอดในอุตสาหกรรมได้ โดยในปีนี้ คาดว่าจะมีกลุ่มทุนสิงคโปร์และฮ่องกง เข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาฯไม่ต่ำกว่า 4 ราย"นายชายนิดกล่าว
สำหรับความเคลื่อนไหวภายในบริษัท เอสซีฯนั้น แหล่งข่าวกล่าวยืนยันว่า ภายหลังที่มีการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกไปให้แก่กลุ่มทุนรายใหม่ที่จะเข้ามาเร็วๆนี้ ก็จะมีการโยกย้ายถ่ายเททายาทของตระกูลชินวัตรกระจายไปยังขุมกำลังทางธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวสุดที่รักของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะส่งเข้ามาดูแลบริษัทเอสซีฯ ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตรอีกแห่งหนึ่ง โดยแม้ว่าขณะนี้ทรัพย์สินของบริษัทเอสซีฯจะไม่สูงประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แต่ที่ดินในมือของตระกูลชินวัตรที่กระจายอยู่ในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และมูลค่าค่อนข้างสูง นั่นหมายความว่า บริษัทฯจะมีส่วนสำคัญในการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ที่ดินของชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ได้จากการขายหุ้นของชินคอร์ป จะมีการใส่เข้ามาในเอสซีฯเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ เพื่อต่อกรกับคู่แข่งบริษัทอสังหาฯในตลาดที่ปัจจุบันมีกลุ่มทุนจากต่างชาติเข้ามาถือหุ้นจำนวนมาก
เพอร์เฟคฯมีฮ่องกงร่วมทุน
สำหรับหรับ เพอร์เฟคฯ และบริษัทในกลุ่ม คือกรุงเทพบ้านและที่ดินเอง ได้ดึงพันธมิตรทาง ธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทุนด้วย โดย เพอร์เฟคได้ GEMS (General Enterprise Management Services Limited)ซึ่งเป็น Private Equity Fund จากฮ่องกงมีมูลค่าการ เข้าลงทุนทั่วโลกประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ และการมาร่วมทุนครั้งนี้ มีบริษัท เซจ แคปปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งบริษัทฯได้รับมติให้เสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.5%ต่อปี ซึ่ง GEMS ได้จองซื้อมาแล้ว 20 ล้านเหรียญ และยังมีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนอีก ซึ่งหากมีการแปลงสภาพหุ้นกู้แล้ว GEMS จะมีสัดส่วนการถือครองหุ้นของบริษัท 14%
"GEMS เป็นกองทุนที่มีเงินทุนมาจากทั่วโลกและสนใจลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศ ไทยมาแล้ว และเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย สำหรับครั้งนี้ GEMS มองถึงการลงทุนระยะยาวในบริษัทที่มีคุณภาพและศักยภาพการเติบโต ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เราออกหุ้นกู้แปลงสภาพที่ตรงกับความต้องการของ GEMS ทำให้เราได้พันธมิตร และแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีดอกเบี้ยต่ำ"นายชายนิดกล่าว
สำหรับในปี48 ที่ผ่านมา ตลาดรวมที่อยู่อาศัย มียอดขายรวมประมาณ 70,000 หน่วย ส่วนในปี 2549 นี้ ก็ยังเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายรวมตลาดอสังหาฯคาดว่าจะมีประมาณ 80,000 หน่วย คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 10% แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ชี้นำให้ธุรกิจสามารถ เติบโตได้ดีคือ ระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐที่ตัดสินใจลงทุนไปแล้ว ปี 49 เน้น 3 กลยุทธ์ตลาด
นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนลงให้เหลือ 1:1 เท่า โดยได้วางเป้าขายไว้ 8,000 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 6,200 ล้านบาทและคอนโดมิเนียม 1,800 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 33.33% เมื่อเทียบกับปี48 ที่มียอดขาย 6,100 ล้านบาท ส่วนการทำตลาดในปีนี้ จะเน้นกลยุทธ์การตลาดใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. กระจายระดับราคาบ้านทุกเซกเมนต์ 2. การการกระจายทำเลให้ครอบคลุมทุกทำเลในกรุงเทพฯและปริมณฑล 3. การให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมในโครงการ ซึ่งเรื่องนี้ได้เริ่มทำในโครงการเมโทพาร์คไปแล้ว ส่วนโครงการบ้านเดี่ยวบริษัทจะก่อสร้างเพิ่ม 4 โครงการ
สำหรับการกระจายระดับราคาในส่วนของที่อยู่อาศัยราคาระดับ 1-2 ล้านบาท บริษัทพัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ เมโทพาร์ค ที่เริ่มพัฒนาออกสู่ตลาดแล้วในช่วงปลายปี 2548 เฟสแรก จำนวน 10 อาคาร ขณะนี้มียอดขายแล้ว 6 อาคาร หรือมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 4 อาคารคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในไตรมาสแรกนี้ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดโครงการคอนโดฯเมโทพาร์คเฟส 2 เร็วขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดขายในช่วยต้นไตรมาสที่ 2 ของปี อีก 8 อาคาร มูลค่า 1,200 กว่าล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดขายในช่วง ไตรมาสที่ 4 ของปี
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาความต้องการในตลาด ทำให้พบว่าดีมานด์ในตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงมาก โดยพบว่า ความต้องการในตลาด ดังกล่าวมีสูงถึง 40% ของตลาดรวม สำหรับดีมานด์ในตลาดรวมคาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 120,000 ยูนิต ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีความต้องการของบ้านระดับต่ำกว่า 3 ล้านรวมอยู่ด้วย กว่า 70,000 ยูนิต
"สังเกตได้เลยว่า ในปีที่แล้ว ผู้ประกอบการ รายใหญ่อย่าง แลนด์ฯ, ศุภาลัย, และแอล.พีเอ็น.ฯ เริ่มขยับลงมาตลาดล่างมากขึ้น เพราะทุกคนทำการบ้านมากขึ้นจึงเห็นดีมานด์ตัวนี้ โดยเฉพาะจากข้อมูลในงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ที่ผ่านมามีจำนวนของผู้เข้าชมประมาณ 40% ของผู้เข้าชมต้องการบ้านในระดับราคา ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่าในปี 49 นี้ โอกาสเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในตลาดจะมีอีกมาก และการแข่งขันในตลาดก็ยังมีอยู่ไม่มากด้วย" นายธีระชนกล่าว
นายธีระชนกล่าวว่า ส่วนในตลาดระดับราคา 2-15 ล้านบาทนั้น บริษัทจะพัฒนาในตลาดบ้านเดี่ยว โดยในทุกแบรนด์บ้านเดี่ยวของ เพอร์เฟคฯ จะมีการลดระดับราคาลงมา ซึ่งในส่วนแบรนด์ "มาสเตอร์พีช" จะลดราคาขายลงมาในระดับ 7-15 ล้านบาท จากเดิมที่จับตลาด 8-20 ล้านบาท ส่วนแบรนด์ "เพอร์เฟค พาร์ค" จะลดราคาลงมาในระดับ 2-5 ล้านบาท จากเดิม มีราคาขายระดับ 4-5 ล้านบาท และแบรนด์ "เพอร์เฟคเพลส" จะลดระดับราคาขายลงมาที่ 4-6 ล้านบาทจากเดิมระดับราคาขาย 4-7 ล้านบาท
"การลดราคาขายลงมาต่ำกว่าเดิมในทุกๆแบรนด์ของบริษัท เหมือนเป็นการสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย และราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ในการลดราคาลงมานั้น เพอร์เฟคฯ ต้องมีการลดต้นทุนในการผลิตลงมาด้วย โดยบริษัทจะลดสัดส่วนในเรื่องรูปแบบสินค้า สเปกวัสดุ และนำเทคโนโลยีในการก่อสร้างเข้ามาช่วย ในการก่อสร้าง ซึ่งอยู่ระหว่างทดสอบร่วมกับบริษัท ซีคอน จำกัด ในการนำระบบพรีแฟบเข้ามาช่วยในการก่อสร้างโครงการในแบรนด์เพอร์เฟคพาร์ค" นายธีระชนกล่าว
นายธีระชนกล่าวว่า ส่วนในเรื่องของการกระจายทำเลการพัฒนาโครงการนั้น เพอร์เฟคฯ ในปีนี้บริษัทจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการใน 3 ทำเล ประกอบด้วย 1. โครงการเพอร์เฟคพาร์ค บางใหญ่ ใช้พื้นที่พัฒนา 80 ไร่จำนวน ทั้งหมด ประมาณ 200 ไร่ ซึ่งซื้อคืนมาจากพันธมิตร โดยจะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวมูลค่ามูลค่า 1,300 ล้านบาท จำนวนประมาณ 240 ยูนิต 2.โครงการเพอร์เฟค พาร์ค แจ้งวัฒนะ ซึ่งบริษัทมีที่ดินแปลงใหญ่ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2547 โดยจะแบ่งการพัฒนาเป็นเฟส สำหรับเฟสแรกคาดว่าจะใช้ที่ดินในการพัฒนาประมาณ 100 ไร่ มูลค่าโครงการขาย 2,500 ล้านบาท และ 3. โครงการ เพอร์เฟคมาสเตอร์พีช รัตนาธิเศร์ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|