|

ฉวยSETคึกขายไอพีโอ
ผู้จัดการรายวัน(9 มกราคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
บริษัทที่ปรึกษาฯเร่งยื่นไฟลิ่งบริษัทเข้าระดมทุน หลังตลาดหุ้นกลับมาคึก "กิมเอ็ง" ระบุเป็นช่วงเหมาะสม เผยยื่นไฟลิ่งขอกระจายหุ้นรถไฟฟ้ากรุงเทพแล้ว ด้านเซจฯ คาดหุ้นที่ไฟลิ่งผ่านก.ล.ต.แล้วเตรียมนำออกมาขาย คาดพร้อมเทรด ก.พ.นี้ เปรยเตรียมยื่นอีก 20 บริษัทปีนี้ ด้านโบรกเกอร์ มองภาพเศรษฐกิจปีนี้ แต่ต้องติดตามการเมือง "พรูเด้นท์ สยาม"โบรกฯน้องใหม่ปีนี้คาดเงินทุนสหรัฐไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่ชี้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่แข็งแรงพอที่จะหนุนดัชนี 800 จุด
จากการที่ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเปิดศักราชใหม่ ปี 2549 เป็นต้นมา(3-6 ม.ค.) จึงอาจจะทำให้บริษัทที่เตรียมจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหันมาเร่งรัดที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (ไอพีโอ) เพราะภาวะการลงทุนที่ดีขึ้นจะทำให้หุ้นได้รับความสนใจจากนักลงทุน และเมื่อหุ้นเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงกว่าราคาจองได้
นายสิทธิไชย มหาคุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับหุ้นใหม่ที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป เพราะสภาพตลาดหุ้นที่เอื้ออำนวย จะเห็นได้จากดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น โดยปัจจัยลบยังไม่มีเข้ามาทั้งในแง่ของอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันที่ยังไม่กระทบมากนัก ดังนั้นจึงคาดว่าบริษัทหลายบริษัทที่เลื่อนการขายหุ้นจากช่วงปลายปีก่อน มีโอกาสที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายในช่วงนี้ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ในส่วนของบล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)กำลังพิจารณาถึงบริษัทที่จะนำเข้ามาจดทะเบียนเช่นกัน ซึ่งก็มีบางบริษัทที่บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและได้ยื่นแบบรายการแสดงข้อมูล(ไฟลิ่ง)ไปยังสำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนของบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะนี้ได้ยื่นไฟลิ่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัทรัพย์(ก.ล.ต.) เกี่ยวกับสัดส่วนการกระจายหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป(ไอพีโอ) ประมาณ 1,000 กว่าล้านหุ้น ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องกระจายที่กำหนด 25% ส่วนหุ้นใหม่ที่กระจายไอพีโอจำนวน 1,5000 ล้านหุ้นสำนักงานก.ล.ต.อนุมัติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะนำบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในเดือนก.พ ปี 2549แต่ก็ต้องมีการพิจารณาภาวะตลาดควบคู่ไปด้วย ขณะที่การกำหนดราคาในการเสนอขายคงมีการพิจารณาอีกครั้ง
สำหรับงานในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจนั้น บริษัทคาดว่าในปี 2549 จะมีรายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2548 ที่รายได้ใกล้เคียงกับปี 2547 ที่ผ่านมาที่ 167 ล้านบาท เพราะบริษัทมีหุ้นไอพีโอที่เตรียมยื่นไฟลิ่งกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกประมาณ 20 บริษัท ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งพิมพ์ ไอที และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการทยอยออกในแต่ละเดือน
นายธนาธิป วิทยะสิรินันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเซจแคปปิตอล จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่าบริษัทที่ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต.และได้รับความเห็นชอบแล้วนั้น มีโอกาสที่จะนำหุ้นออกมาเสนอขายในช่วงนี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการเสนอขายหุ้นไอพีโอนั้น จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร
ทั้งในแง่ของการแนะนำข้อมูลหรือโรดโชว์ เพื่อให้นักลงทุนได้รู้จักกับหุ้นที่จะเสนอขายว่าเป็นอย่างไร
รวมถึงขั้นตอนการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน เพื่อที่จะได้กำหนดราคาที่จะเสนอขาย ซึ่งถ้าสภาพตลาดหุ้นยังดีต่อเนื่องไปจนช่วงที่กำหนดราคา ก็มีโอกาสจะได้เห็นหุ้นใหม่หลายบริษัทเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน
ขณะที่วานนี้(8 ม.ค.)สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จัดสัมมนา เรื่อง “ฟันธง 10 หุ้นเด่น ปีหมาดุ”ในรายการ MONEY TALK ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นางสาววิริยา ลาภพรหมรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล. เกียรตินาคิน จำกัด กล่าวว่า บริษัทคาดเศรษฐกิจปี 2549 จะเติบโตกว่าปี 2548 เนื่องจากตลาดมีการปรับตัวจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 1-2/49 หลังจากนั้นก็จะมีการทรงตัวในช่วงกลางปีนี้ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2548 จากการปรับตัวในเรื่องของราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ เชื่อว่ากำไร บจ.ในไตรมาส 4/48 จะมีการเติบโตมากขึ้น จากที่เป็นช่วงที่มียอดขายที่ดีที่สุดของหลายธุรกิจ
ส่วนสถานการณ์การเมืองยังคงมีความน่ากังวล ซึ่งอาจจะเป็นหลังๆ ที่จะมีการพูดถึงแต่ก็จะต้องมีการติดตาม โดยคาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ ที่ 830 จุด หากค่า P/E ที่ 10 เท่า และเม็ดเงินจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทย แต่หากมองอย่างระมัดระวังก็จะอยู่ที่ 760 จุด
สำหรับปัจจัยที่น่าเป็นห่วงคือ ในเรื่องความรู้สึกของนักลงทุน ซึ่งไม่อยากให้นักลงทุนมีการยึดมั่นถือมั่นอะไรมากนัก ควรที่จะมีการปรับตัวไปตามภาวะตลาด ส่วนปัจจัยบวกที่ต้องการให้เกิดขึ้น คือความสงบในภาคใต้ เพราะ จะช่วยทำให้นักลงทุนมีความรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น ในเรื่องต่างๆ
ทั้งนี้หุ้นที่แนะนำลงทุนคือ ธนาคารกสิกรไทย จากที่มีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำ และหุ้น ปตท.สผ.ซึ่งจะต้องมีการติดตามในเรื่องการแตกพาร์
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พรูเด้นท์ สยาม จำกัด กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในปี 2549 คาดว่าจะดีกว่าปี 2548 เล็กน้อย โดยในปีก่อนจะมีปัจจัยลบที่เข้ามากระทบทั้งเรื่องการต่อต้านการนำ บมจ. กฟผ.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนสภาพเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการเมกกะโปรเจ็กต์ ซึ่งถ้าดำเนินการจะช่วยกระตุ้นการลงทุนให้มีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยที่จะคอยกดดันได้แก่อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมีการประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในช่วงกลางปี หลังจากนั้นก็จะอยู่ในลักษณะของการทรงตัว
สำหรับตลาดหุ้นไทยในปีนี้นั้นคาดว่าจะมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า โดยเฉพาะจากสหรัฐ ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นของไทยด้วย เพราะตลาดหุ้นของไทยถือว่าเป็นตลาดที่ถูก โดยจะเห็นได้จากค่าพี/อี เรโช ที่อยู่ในระดับต่ำประมาณ 9 เท่า และ บจ.มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้เกินกว่า 4% ในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินปันผลได้ใกล้เคียงกับ 5% ในปีนี้
นอกจากนี้ การที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศได้กำไรจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยน และจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งถือได้ว่าค่าเงินบาทนั้นมีบทบทอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานในขณะนี้ยังไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับให้ดัชนีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 800 จุดและทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อ
ทั้งนี้ เชื่อว่าจะมีความผันผวนในแง่ของราคาในหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน เพราะเงินทุนต่างประเทศจะมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ดังนั้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวัง โดยคาดว่าบริษัทจดทะเบียนของไทยในปีนี้จะมีการเติบโตของกำไรประมาณ 7%
สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ กลุ่มเกษตรส่งออกและอสังหาริมทรัพย์ บางบริษัทที่เป็นผู้นำ โดยหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนได้แก่หุ้นบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เพราะถือว่าเป็นบริษัทที่มีรายได้เติบโตปีละประมาณ 12% ในอีก 5ปีข้างหน้า และบริษัทยังเป็นผู้บริหารสวนลุมไนท์บาร์ซ่า และยังมีการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเกิดผลดีต่อบริษัท ส่วนอีกบริษัทที่น่าลงทุนได้แก่หุ้นบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท เพราะถือเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ระดับล่าง
นางสาวปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. บัวหลวง จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในปีนี้จะมีปัจจัยที่มีผลกระทบ ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะมีผลภายในครึ่งปีแรก ที่จะปรับตัวสูงขึ้นหลังจากนั้นก็จะทรงตัว ส่วนในครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะมีความต้องการอย่างมากในครึ่งปีหลัง เพราะจะเข้าสู่ฤดูหนาว ดังนั้นประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐจะมีความต้องการมาก และจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้ในครึ่งปีหลัง ส่วนปัจจัยที่จะต้องติดตาม ได้แก่ ปัจจัยการเมือง ในแง่ของเสถียรภาพของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เชื่อว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ดีดกลับมาแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาสินค้าขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มมากขึ้น
ภาวะการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ถ้าค่าพี/อี เรโชอยู่ที่ระดับ 9 เท่าดัชนีที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระดับ 716 จุด แต่ถ้าค่าพี/อี เรโช อยู่ที่ระดับ 10 เท่า ดัชนีที่เหมาะสมจะอยู่ในระดับ 796 จุดหรือ 800 จุด โดยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะโตเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่มีอัตราการเติบโตประมาณ 18% สาเหตุที่ปีก่อนมีการเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากในปีก่อนราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงส่งผลดีต่อบริษัทที่ประกอบธุรกิจน้ำมัน
ปัจจัยลบที่จะต้องระมัดระวัง ได้แก่ ปัจจัยการเมือง ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างได้,ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้,ภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัดกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปีนี้คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่คงจะไม่มากนัก โดยประเมินว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีอการเติบโตของกำไรประมาณ 3% และดัชนีที่เหมาะสมกับพื้นฐานอยู่ในระดับ 684 จุด และเชื่อว่าภาวะการเก็งกำไรจะมีเพิ่มมากขึ้น
หุ้นที่แนะนำให้ลงทุนได้แก่หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ที่ได้รับผลดีจากมูลค่าการซื้อขายของตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยหุ้นที่น่าลงทุนได้แก่หุ้นบล.ภัทร เพราะถือว่าเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ นอกจากรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายแล้วยังจะมีรายได้จากค่าวาณิชธนกิจเข้ามาอีกมาก ส่วนอีกบริษัทได้แก่หุ้นบริษัทอัมรินทร์ พลาซ่า ซึ่งถือว่าราคายังไม่สูงและนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจ
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|