|

ฟินันซ่าขย่มตลาดกองทุนFIF ปีหน้าลงทุนสินค้าคอมมอดิตี้
ผู้จัดการรายวัน(21 ธันวาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
เปิดแผนบลจ.ฟินันซ่า ปีหน้าเตรียมลุยกองทุนต่างประเทศ (FIF) ที่ลงทุนในสินค้าคอมมอดิตี้ สำหรับกองทุนใหม่ในประเทศเผย ยังไม่จำเป็น ระบุกองทุนที่มีครอบคลุมอยู่แล้ว พร้อมประเมินธุรกิจกองทุนรวมปีจอ ไม่มีผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์ เหตุยังมีส่วนต่าง ชี้ต่อให้ขึ้นมาอีก 2-3% ยังเอาชนะเงินเฟ้อ 6% ไม่ได้
นายธีระ ภู่ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ฟินันซ่า จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทว่า ในปีหน้าบริษัทจะเน้นการนำเสนอกองทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้นให้แก่ผู้ลงทุน โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่ทิ้งไม่ได้ ซึ่งบริษัทจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ให้ครอบคลุมการลงทุน โดยจะเน้นลงทุนในสินค้าประเภทสินค้าพื้นฐาน (คอมมอดิตี้) ทั้ง น้ำมัน ทองคำ โลหะมีค่า สินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมถึงสินค้าที่เป็นคอมมอดิตี้ประเภทอื่นๆ ด้วย
โดยลักษณะของกองทุนนั้น ในเบื้องต้นจะเป็นการลงทุนในรูปแบบของ Fund of Fund ซึ่งจะเลือกกองทุนในต่างประเทศที่ลงทุนในสินค้าคอมมอดิตี้ที่มีความหลากหลายของสินค้า โดยจะไม่เฉพาะเจาะจงในสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง
สำหรับกองทุนประเภทอื่นนั้น นายธีระกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกองทุนที่ครบและครอบคลุมอยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องเปิดกองทุนใหม่ ทั้งกองทุนหุ้น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) โดยปัจจุบันบริษัทมีกองทุนภายใต้การบริหารทั้งหมด 4 กองทุน คือ กองทุนเปิดฟินันซ่า SET 50 ปันผล พลัส ที่เน้นลงทุนในหุ้นดัชนี SET 50 ซึ่งถือว่าครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว กองทุนเปิดฟินันซ่า SET 50 หุ้นระยะยาว และกองทุนเปิดแบบผสมฟินันซ่าเพื่อการเลี้ยงชีพ รวมทั้งกองทุนเปิดหน่วยลงทุนฟินันซ่า โกลบอล อโลเคชั่น กองทุน FIF ที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน UBS Global Allocation Fund (USD) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจะเน้นขาย กองทุนให้บลจ.อื่นๆ ที่ทำอยู่แล้วด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บลจ.ฟินันซ่ามีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอ็นเอวี) สำหรับกองทุนรวมอยู่ที่ 1,149 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) อยู่ที่ 0.13%
นายธีระ กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจกองทุนรวมว่า การที่สภาพคล่องในระบบธนาคารลดลงจนทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องขยับดอกเบี้ยขึ้นไปนั้น คงไม่มีผลให้เงินไหลกลับไปอยู่ในเงินฝากอีกครั้ง เนื่องจาก หากเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้แล้วยังห่างกันพอสมควร อีกทั้งการลงทุนในกองทุนรวมเองก็ได้รับผลตอบแทนที่ยังสูงกว่า โดยเฉพาะกองทุนหุ้น ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมากองทุนหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 19%
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารที่เพิ่มขึ้น และต่อให้ขยับขึ้นอีก 2-3% แต่หากเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 6% แล้ว ยังไม่ชนะอัตราเงินเฟ้อในระดับดังกล่าว เรียกได้ว่าแค่จมูกพ้นน้ำเท่านั้น นอกจากนี้ ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะขยับขึ้น ในส่วนของตราสารหนี้ก็ขยับขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้อายุ 2 ปี อยู่ที่ 6% ซึ่งก็เท่ากับเงินเฟ้อ ในขณะที่พันธบัตรอายุ 1 ปี ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% ต่อปี
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า คาดการณ์ได้ลำบาก แต่จากการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเยอะพอสมควรแล้ว ซึ่งในการพิจารณาคงจะต้องดูถึงอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศโดยเฉพาะดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศน่าจะถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางปีไปถนถึงปลายปีหน้า เนื่องจากสภาพคล่องในระบบธนาคารเองก็ยังคงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|