|

BFITไอพีโอบล.บีฟิท200ล้าน ก.ล.ต.ให้สิทธิผู้ถือหุ้นแม่จอง
ผู้จัดการรายวัน(20 ธันวาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
บง.กรุงเทพธนาทร จัดประชุมผู้ถือหุ้นขออนุมัติแผนกระจายหุ้น บล.บีฟิท เข้าตลาดฯ หลังเข้าข่ายรายการจำหน่ายไปต้องเปิดเผยผลกระทบ หุ้นแม่ และให้สิทธิผู้ถือหุ้นแม่ได้จองหุ้นด้วย เผยเตรียมเพิ่มทุน 599.99 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท เสนอขายต่อประชาชน 200 ล้านหุ้น หวังนำเงินไปใช้เพิ่มสาขา-ใช้คืนเงินกู้, พัฒนาเทคโนโลยี,เงินทุน หมุนเวียน เล็งกระจายหุ้นปลายไตรมาสแรกปีหน้า
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงเทพธนาทร จำกัด(มหาชน) หรือ BFIT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า คณะกรรมการได้มีมติอนุมัติให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยดำเนินการเพิ่มทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยกำหนดประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญครั้งที่ 1/2549 ในวันที่ 20 มกราคม 2549 และกำหนดปิดสมุดทะเบียน พักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิของผู้ถือหุ้นในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นวิสามัญครั้งที่ 1/2549 ในวันที่ 30 ธันวาคม 2548
ทั้งนี้ บล.บีฟิท จำกัด (มหาชน) มีมติอนุมัตินำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนและอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 599.99 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียน 800 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 200.005 ล้านหุ้นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เสนอ ขายให้แก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป ซึ่งจะทำให้ บง.กรุงเทพธนาทร มีสัดส่วนการถือหุ้นลดลง ถ้าเป็นกรณีไม่รวมจำนวนหุ้นสามัญที่ยังไม่เรียกชำระ 199.99 ล้านหุ้น ที่จัดสรรเพื่อรองรับการแปลงสภาพของหุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลงสภาพจะทำให้บง.กรุงเทพธนาทร ลดสัดส่วนจากถือเกือบ 100% เหลือ 66.67% แต่ในกรณีปรับรวมจำนวนหุ้นสามัญ 199.99 ล้านหุ้น ภายหลังการแปลงสภาพหุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลงสภาพ ทั้งหมด จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 50%
สำหรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ บล.บีฟิทนั้นจะทำ ให้เพิ่มมูลค่าให้แก่หุ้นสามัญของบล.บีฟิท,มีเงินกองทุนเพียงพอที่จะขยายธุรกิจในการเพิ่มส่วนแบ่ง การตลาด, คืนเงินกู้ด้อยสิทธิขณะที่บง.กรุงเทพธนาทรจะได้รับประโยชน์จากนำบริษัทย่อยเข้า ตลาดทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจหลักทรัพย์และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้น บล. บีฟิท ที่บริษัทถืออยู่และสามารถทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในบล.บีฟิทให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดได้
ในส่วนของแผนการใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนนั้น บล.บีฟิท จะนำเงินไปขยายธุรกิจโดยการเพิ่มสาขาและใช้คืนเงินกู้ด้อยสิทธิ, พัฒนาระบบงานและเทคโนโลยีสารสนเทศและเป็นเงินทุน หมุนเวียนในกิจการ
ทั้งนี้ การที่ บล.บีฟิทซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บง.กรุงเทพธนาทร ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฯมีการเพิ่มทุนและเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปนั้นรายการดังกล่าวเป็นรายการจำหน่ายไป ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน ดังนั้นบริษัทจะต้องจัดส่งสารสนเทศแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบภายใน 21 วัน หรือในวันที่ 6 มกราคม 2549
"ตามที่สำนักงานคณะกรรม การกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์(ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องการ จัดโครงสร้างบริษัท เพื่อ IPO และ Spin-off ซึ่งคำนึงถึงการคุ้มครอง สิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่และต้องการให้การ Spin-off บริษัทย่อยต้องทำตามเกณฑ์การจำหน่ายสินทรัพย์ที่สำคัญ รวมทั้งให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติแผนการ Spin-off โดยภาพรวม เช่น แผน การกระจายหุ้น รวมทั้งเปิดเผยผล กระทบต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่ และควรให้สิทธิผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่ในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ของบริษัทย่อยดังกล่าวด้วย"
นายสุวิช รัตนยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้แต่งตั้งให้ บล. นครหลวงไทยเป็นที่ปรึกษาทาง การเงินขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นได้ภายในปลายไตรมาสแรกปี 2549
การนำ บล.บีฟิทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯถือเป็นหนึ่งในแผน การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บง. กรุงเทพธนาธร (BFIT) ซึ่งตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง บง.กรุงเทพธนาทร จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ ต่ำกว่า 10% ภายใน 5 ปีนับจากปี 2543 ซึ่งไม่สามารถทำได้ทัน ดังนั้น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บง.กรุงเทพธนาทร จึงยื่นหนังสือต่อ ธปท. เพื่อขอขยายระยะเวลาการลดสัดส่วนการ ถือหุ้นใน บล.บีฟิทออกไปอีก 3 ปี ซึ่งในอนาคตจะต้องลดสัดส่วนให้ได้ตามเกณฑ์คือต่ำกว่า 10%
นายสุวิช กล่าวถึง แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทว่ามั่นใจว่าในปี 2548 นี้ บริษัทจะสามารถทำกำไรสุทธิได้ตามเป้าที่วางไว้ 200 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนที่มีกำไรสุทธิประมาณ 172 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/48 คิดว่าน่าจะออกมาเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ส่วนในปีหน้า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มมาร์เกตแชร์เป็น 4% จาก ปีนี้มีมาร์เกตแชร์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งในส่วนการเติบโตของกำไร น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาร์เกตแชร์ที่เพิ่มขึ้น
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|