|

5เซียนชี้หุ้นปีหน้าอย่าหวัง BLSคาดแอดวานซ์ออกพีพี
ผู้จัดการรายวัน(1 ธันวาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
5 กูรูตลาดทุนเมืองไทยฟันธงตลาดหุ้นปีหน้าน่าห่วง "สมชาย" เผยเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นปีหน้า อย่างดีก็เท่าปีนี้ "ก้องเกียรติ" ระบุรัฐบาลต้องเคลียร์ ปัญหาภายในประเทศให้เรียบร้อย "ศุภวุฒิ" แนะรอดูความชัดเจนหลายเรื่องหลังไตรมาส 2/49 "มนตรี" ยังรอลุ้นหุ้นขาขึ้นหลังเผชิญขาลง 2 ปีซ้อน "เรืองวิทย์" ชี้เล่นหุ้นปีหน้ายาก "บัวหลวง" แนะลงทุนกลุ่มบริการ บันเทิง ท่องเที่ยว สื่อสาร รับเหมาฯ ประเมินแอดวานซ์ ออกพีพี ดึงพันธมิตรถือหุ้นช่วยลุย 3 จี
วานนี้(30 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยาเจเอฟ จำกัด ร่วมกับ รายการ Money Talk จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "แนวโน้มเศรษฐกิจและหุ้นไทยปี 49" วิทยากรประกอบด้วย รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.ภัทร จำกัด (มหาชน) และนายเรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. อยุธยาเจเอฟ จำกัด
รศ.ดร.สมชาย กล่าวว่า ภาพของเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นในปี 2549 การปรับตัวจะไม่ปรับขึ้นดีกว่าปีนี้โดยอย่างมากจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แค่เท่ากับปีนี้ ขณะที่ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง แม้ว่าราคาน้ำมันที่เคยเป็นปัจจัยหลักในช่วงนี้จะเริ่มมีทิศทางในการปรับตัวลดลง แต่ในระยะยาวราคาน้ำมันก็จะปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังนักการเมืองเข้ามาสู่วงจรอุบาทว์ คือ นักการเมืองติดกับดักความมั่นใจเกิน 100% และการบริหารงานของรัฐบาลที่ยังไม่มีเรื่องใหม่ ซึ่งแม้ว่าในปีหน้าปัจจัยหลายเรื่องจะคลี่คลายไปบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังต้องสร้างความโปร่งใสให้กับประชาชน ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่โลกที่อยู่ในยุคที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง 5-10 ปี ถือสิ่งที่จะได้เห็นอย่างแน่นอนคือภาพรวมตัวของบริษัทขนาดเล็กในธุรกิจต่างๆ
นายก้องเกียรติ กล่าวว่า หลังจากนี้ประเทศจีน อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น จะเป็น กลุ่มที่เป็นแม่เหล็กให้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เรื่องอัตราดอกเบี้ย เชื่อว่ากลางปีหน้าจะถึงจุดสูงสุด ขณะที่การเปลี่ยนแปลง จากการเปิดการค้าเสรีกับหลายประเทศจะส่งผล ให้เกิดการเทกโอเวอร์กิจการมากขึ้น บริษัทขนาดเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ก็จะต้องปิดตัวเองไป เช่น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ หลังจากมีการเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการจากบริษัทในต่างประเทศ น่าจะทำให้การแข่งขันในธุรกิจลดลง
ทั้งนี้ ปัญหาการทะเลาะกันของคนในประเทศ ซึ่งคงจะต้องรอดูว่าสุดท้ายจะมีข้อสรุปอย่างไร การควบคุมจะทำได้หรือไม่
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าหากจะเติบโตก็ไม่มากเมื่อเทียบกับปีนี้ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวในทิศทางที่ลดลงโดยมองว่าในปลายปีอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 3% ซึ่งปรับลดลงจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 6-7% ขณะที่ราคาน้ำมันก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลง อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นอีกไม่มากจากระดับปัจจุบัน
"ผมไม่แน่ใจว่าการปรับขึ้นของดอกเบี้ยทั้งในไทยและสหรัฐฯเร็วไปหรือไม่ ซึ่งที่ผมหวังว่ามันจะเกิดขึ้นคือความไม่แน่ใจของผมนั่นผิด" ดร.ศุภวุฒิกล่าว
ทั้งนี้ เรื่องการเปิดเขตการค้าเสรีเป็นเรื่องที่ น่าสนใจ ซึ่งคงจะต้องรอการกำหนดนโยบายและเงื่อนไขที่ชัดเจนก่อนว่าจะออกมาในรูปแบบใด กูรูฟันธงตลาดหุ้นซึมกับทรุด
รศ.ดร.สมชาย กล่าวถึง ภาพของตลาดหุ้นในช่วงปีหน้า จะอยู่ในทิศทางที่ไม่ดีไปจากปีนี้ โดยกลุ่มที่ยังมีความน่าสนใจ คือ ก่อสร้างฯ, ธนาคาร, โรงพยาบาลที่เป็นที่รู้จัก เป็นต้น โดยให้คะแนนกับตลาดหุ้นเมืองไทยระดับ 3 คะแนนจาก 10 คะแนน ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจะต้องเร่งพัฒนา คือ การปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมไปถึงการก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตามโลก
นายก้องเกียรติ กล่าวว่า ตลาดหุ้นในปี 49 ระหว่างปีอาจจะมีข่าวทั้งดีและไม่ดีเข้ามาโดยตลอด โดยข่าวดี เช่น ความชัดเจนของโครงการ เมกะโปรเจกต์ที่น่าจะมีความคืบหน้าได้ในช่วงครึ่งหลังปีหน้า เพราะในช่วงต้นปีจะอยู่ในช่วงที่จะต้องเตรียมการคัดเลือกบริษัทที่จะทำงานในโครงการต่างๆ
ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องการเปิดการค้าเสรี คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในช่วงกลางปีหน้า และอาจจะเริ่มใช้ได้ในต้นปี 50 ซึ่งในเรื่องดังกล่าว อาจจะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมบางประเภทได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์บ้าง แต่อย่างไรก็ตามก็ถือว่าจะทำให้เกิด "วิกฤตและโอกาส" ในช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีความน่าสนใจลงทุน เป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเขตการค้าเสรี เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มอาหารสำเร็จรูป คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือ CPF ที่ปัจจุบัน พีอีเรโชอยู่ที่ประมาณ 5 เท่า ขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับประมาณ 10% โดยให้คะแนนกับตลาดหุ้นเมืองไทยระดับ 5 คะแนนจาก 10 คะแนน
ศุภวุฒิแนะลงทุนพันธบัตร
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า การลงทุนในปีหน้าพันธบัตรน่าจะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งการจะเปลี่ยนไปเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่จะต้องพิจารณาความชัดเจนในเรื่องต่างๆในช่วงไตรมาส 2/48 ก่อน โดยในช่วงปี 48 ที่ผ่านมาตลอดทั้งปีไม่มีปัจจัยบวกที่เข้ามาหนุนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เลย โดยให้คะแนนกับตลาดหุ้นเมืองไทยระดับ 4 คะแนนจาก 10 คะแนน
"ปัจจัยลบหลายเรื่องที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นแต่สิ่งที่อาจจะมีผลมากที่สุด คือ เรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ไม่มีปัจจัยบวกอะไรเข้ามาช่วยกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้น" ดร.ศุภวุฒิกล่าว
นายมนตรี กล่าวว่า นอกเหนือจากพิจารณาจากพื้นฐานยังต้องดูที่อารมณ์ของตลาดด้วย โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาลงโดยตลอด ไทยเป็นตลาดหุ้นเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคที่ค่าพีอีเรโชต่ำกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค
ทั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญต่อตลาดหุ้นช่วงนี้ เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งจะต้องรอติดตามสถานการณ์ว่าจะไปในทิศทางใดการกำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยให้คะแนนกับตลาดหุ้นเมืองไทยระดับ 6 คะแนนจาก 10 คะแนนสำหรับหุ้นที่มีน่าลงทุน ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น HANA กลุ่มธนาคาร เช่น BBL, KTB
กังวลโรคระบาด
นายเรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ กล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้นปีหน้าจะยากกว่าปีนี้อย่างแน่นอน สิ่งที่กังวลคือ โรคระบาด ทั้งที่อาจจะเกิด ขึ้นในคนหรือในสัตว์ รวมถึงปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะเป็นอย่างไรจะสามารถควบคุมให้เกิดขึ้นในเฉพาะพื้นที่ได้หรือไม่
เป็นปัจจัยที่ดีคือ ความคาดหวังในการรอการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของหุ้นขนาดใหญ่ทั้งบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนจะต้องกระทำอย่างโปร่งใส
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจลงทุน คือกลุ่มส่งออก ธนาคาร ก่อสร้างฯ กลุ่มบริษัทขนาดกลางและเล็ก โดยให้คะแนนกับตลาดหุ้นเมืองไทยระดับ 3 คะแนนจาก 10 คะแนน แม้ว่าอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับ 5-6%
บัวหลวงแนะลงหุ้นบริการ
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้อำนวยการ กลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS กล่าวว่า บริษัทฯประเมินภาพการลงทุนในปีหน้า ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย จะพีกหรือไม่ตั้ง ซึ่งต้องติดตามตั้งแต่ปลายปีนี้ อีกทั้งยังต้องรอภาพความมั่นใจในเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัว
ทั้งนี้ คาดดัชนีจะอยู่ที่ 730-740 จุด ที่ระดับพีอีเรโชที่ต่ำลงจากปีหนี้ เนื่องจากนักลงทุน จะรอดูความชัดเจนของเศรษฐกิจถ้ามีการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง สำหรับการลงทุนเน้นในกลุ่มบริการ บันเทิง ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล, กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยในส่วนของกลุ่มบริการเน้นธุรกิจบันเทิง อาทิ บมจ.เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป และ บมจ.อสมท ซึ่ง อสมท จะได้รับผลดีจากการที่รัฐวิสาหกิจหันมาเน้นปรับปรุงภาพลักษณ์โดยการใช้สื่อโฆษณา ส่วนการท่องเที่ยวหรือโรงแรม นั้นยังเชื่อว่าดีอยู่เพราะนักท่องเที่ยวยังคงเข้ามาเพียงแต่ย้ายจากไปเที่ยวทางใต้ ภูเก็ต สมุย มาที่หัวหิน
ขณะที่กลุ่มสื่อสาร ยังต้องติดตามกรณี กสช. และการลงทุน 3 จี ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพราะแนวโน้มโลกเริ่มไปตรงนั้น หากไม่ลงทุนจะทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีเก่ามีต้นทุนสูง เพราะผู้ผลิตหันไปผลิตสินค้าเพื่อ 3 จีกันหมด โดยประเมินว่า บมจ.แอดวานซ์ฯหรือ เอไอเอส จะต้องมีการระดมทุนจากนักลงทุนเฉพาะเจาะจง เพื่อดึงพันธมิตรเข้ามาลงทุน แต่ขนาดระดมทุนจะไม่ใหญ่นัก
สำหรับการลงทุนของเอกชนในปีหน้าซึ่งเน้นที่บริษัทจดทะเบียน คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนจากภาคธุรกิจพลังงาน,โดยจะมาจากการลงทุนของภาคโทรคมนาคม ประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยการลงทุนจะต้องมีการระดมทุนโดยการออกหุ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยพิจารณาจากหนี้สินต่อทุนรวมปีนี้อยู่ที่ 1 ต่อ 1 และปีหน้าจะยังต่ำกว่า 1 และพิจารณาภาระดอกเบี้ยจ่ายปีหน้าก็ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นในเรื่องการเพิ่มทุน นอกจากนี้จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระดับสูงในปีหน้าทำให้ประเมินว่า การระดมทุนจากต่างประเทศโดยออก อีซีดี หรือ หุ้นกู้แปลงสภาพ จะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีการระดมทุนชนิดนี้มาตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งต้นทุนดอกเบี้ยจะต่ำ
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|