|

บลจ.พรีมาเวสท์บุกลูกค้าเงินฝาก คลอดพันธบัตรระยะสั้น6เดือน
ผู้จัดการรายวัน(30 พฤศจิกายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
พรีมาเวสท์คลอดตราสารหนี้ 6 เดือนเอาใจนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก หลังกองทุนปิด กรุงศรี-พรีมาเวสท์ฟิกซ์อินคัม 2 ระดมทุนเต็มมูลค่า 500 ล้านบาท จนต้องปิดขายหน่วยก่อนกำหนด ขณะที่กองทุนต่างประเทศ "เพิ่มพล" เผยอาจจะต้องขอ ก.ล.ต. ยืดการขายหน่วยออกไปเป็นปีหน้าแทนโดยยังคงใช้โควตาปีนี้ เหตุดอกเบี้ยพันธบัตรระยะกลาง-ยาวปรับตัวลดลง หวั่นผลตอบแทนไม่เข้าตาลูกค้า
นายเพิ่มพล ประเสริฐล้ำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรีมาเวสท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนปิดกรุงศรี-พรีมาเวสท์คุ้มครองเงินต้น 4 มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท อายุ 6 เดือน ลงทุนทั้งหมดในตราสารหนี้ภาครัฐ ทั้งตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนที่ต้องการได้รับความมั่นคงสูงจากการลงทุนที่คุ้มครองเงินต้นและได้รับ ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ โดยกองทุนดังกล่าว จะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งแรกระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 7 ธันวาคมนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทได้เปิดขายหน่วยลงทุนกองทุนปิดกรุงศรี-พรีมาเวสท์ฟิกซ์อินคัม 2 อายุประมาณ 5 เดือน มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาทเช่นกัน ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจองหน่วยลงทุนเข้ามาเต็มมูลค่าโครงการจนต้องปิดขายหน่วยลงทุนก่อนกำหนด ทั้งนี้ เนื่องจากกองทุนดังกล่าวลงทุนระยะสั้นในตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรรัฐบาล และให้ผลตอบแทนที่น่าจูงใจในระดับ 3.2% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์
นายเพิ่มพลกล่าวว่า สำหรับกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่บริษัทจะเปิดขายหน่วยลงทุนอีก 1 กองทุนนั้น ขณะนี้ได้ยื่นขอจัดตั้งกองทุนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วและคาดว่าจะได้รับการ อนุมัติเร็วๆ นี้ ซึ่งกองทุนดังกล่าว จะมีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนปิด พรีมาเวสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอนด์ คุ้มครองเงินต้น กองทุน FIF กองแรกที่เปิดขายไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่จะมีอายุที่ยาวขึ้นจาก 1 ปี 5 เดือนเป็น 2 ปี
ทั้งนี้ สำหรับกองทุน FIFกองใหม่นั้น เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เสนอขายในต่างประเทศปรับตัวลงมา ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังไม่จูงใจมากนัก จึงยังไม่เปิดขายหน่วยลงทุนในขณะนี้ โดยจะต้องรอพิจารณาดูแนวโน้มอีกครั้ง หรืออาจจะรอให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นก่อนจึงจะเปิดขายหน่วยลงทุนสำหรับกองทุนดังกล่าวอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถเปิดขายหน่วยลงทุนได้ทันในปีนี้ บริษัทก็จะเสนอขอสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้ยืดการขายหน่วยลงทุนออกไปในปีหน้าโดยใช้โควตา 400 ล้านบาทดังกล่าวที่ได้รับการอนุมัติในปีนี้ ซึ่งจากการหารือกับ ก.ล.ต. ตามหลักเกณฑ์แล้วสามารถดำเนินการได้
"ตอนนี้จังหวะยังไม่เหมาะสม เนื่องจากผลตอบแทนของ พันธบัตรระยะปานกลางถึงระยะยาวปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนอาจจะออกมาไม่น่าจูงใจมากนัก ซึ่งต้องรอดูแนวโน้มอีกทีถ้าไม่ทันก็จะขอยืดออกไปในปีหน้า แต่จริงๆ แล้วอยากเปิดขายหน่วยลงทุนให้ทันภายในปีนี้" นายเพิ่มพลกล่าว
สำหรับแผนการออกกองทุนในช่วงที่เหลือของปีนั้น ในช่วงเดือนธันวาคมบริษัทจะเปิดขายกองทุนตราสารหนี้อีก 1 กองทุน มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท และยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทั้งตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรรัฐบาล
ก่อนหน้านี้นายเพิ่มพลกล่าวว่า จากการระดมทุนผ่านกองทุนรวมทั้งปีนี้ คาดว่าบริษัทจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 100% ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท จากประมาณ 6,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้บริษัทจะมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|