|

CPRเผยMANDOยังไม่สรุปราคา ปี49มั่นใจเติบโตต่อเนื่อง10-15%
ผู้จัดการรายวัน(28 พฤศจิกายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
CPR เผยกำหนดราคาเบื้องต้นกับลูกค้าใหม่ MANDO แล้ว แต่ผลสรุปชัดเจนยังบอกเวลาไม่ได้ แย้มหากได้ออเดอร์นี้จะส่งผลดีต่อการดำเนินงาน แจงกำไรไตรมาส 3 ลดลง เผยผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่ม แต่ไตรมาส 4 ดีขึ้นแน่ มั่นใจหลังยูชอนไพพ์ ที่ร่วมทุนกับเกาหลีผลิตได้ปลายปีนี้จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ มั่นใจปี 49 ยังเติบได้ที่ 10-15%
นายนพดล วณิชวิศิษฏ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีอาร์ โกมุ อินดัสเตรียล จำกัด(มหาชน) (CPR) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจากับลูกค้าของกลุ่ม MANDO ที่เคยติดต่อกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้รอผลสรุปจากลูกค้าก่อนเพราะ MANDO ต้องนำรายละเอียด ที่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งตกลงไว้กับ CPR เปรียบเทียบกับราคาของผู้ผลิต ที่เกาหลีด้วยว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่ง MANDO จะตัดสินใจว่า จะเลือกให้ใครผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้
"เราบอกตัวเลขราคากันเบื้องต้นแล้ว หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเขาว่า จะตกลงกับคู่ค้าในประเทศของเขาว่าจะได้ราคาต่างจากเรามากน้อยแค่ไหน เพราะราคาที่คุยกันไว้เราให้ได้เท่านี้ หากผู้ผลิตบ้านเขาให้ต่ำกว่าของเรา เรา ก็ต้องดูก่อนว่าจะสู้ราคาได้หรือไม่ แต่ หากราคาของเราต่ำกว่าโอกาสได้ออเดอร์เพิ่มก็ต้องเป็นเราแน่นอน ก็จะช่วยให้ผลงานของเราดีด้วย" นายนพดลกล่าว
ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องแบกรับโดยเฉพาะยางพารา และเหล็กที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลต่อผู้ประกอบการที่ต้องใช้วัตถุดิบดังกล่าว ซึ่งการปรับลดราคาให้กับลูกค้าจึงต้อง พึงระวังด้วย เพราะหากมากเกินไปจนต้องแบกรับต้นทุนก็ทำได้ยาก
นายนพดลกล่าวว่า ผลงานไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิของบริษัทลดลง เนื่องจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะต้องหาลูกค้าเพิ่ม เพื่อให้มีลูกค้า ที่หลากหลาย ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานด้วย เพราะบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้า เพราะหากผู้ประกอบการรถยนต์หยุดชะงักก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเช่นกัน
"แต่เราต้องหาลูกค้า และก็จะต้องพยายามหาเข้ามาใหม่เพิ่มมาเรื่อยๆ ด้วย ส่วนราคาน้ำมันและค่าเงินนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทนัก เพราะเรามีการนำเข้าและส่งออก ค่าเงิน เลยไม่มีปัญหาเพราะถือว่าเราเจ๊ากัน การแก้ปัญหาในยามนี้คือเราต้องหาลูกค้าใหม่เข้ามาให้ได้มากที่สุดเพื่อดันยอดขายเราให้โตต่อเนื่อง"นายนพดลกล่าว
ส่วนกรณีที่รถยนต์ ซึ่งเป็นรถเก๋งขายน้อยลงเมื่อเทียบกับรถกระบะที่ยังคงขายได้ต่อเนื่อง ผลกระทบที่จะทำให้ยอดขายชิ้นส่วนของ CPR จะลดลงนั้นมีบ้างเช่นกัน แต่กระทบน้อย เพราะรถกระบะยังขายได้เรื่อยๆ ขณะเดียวกันบริษัทก็ต้อง หาลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมั่นใจว่าผลตอบแทนการลงทุนที่ CPR มีให้แก่นักลงทุนนั้นสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันพบว่าอยู่ในระดับต่ำ และอัตราผลตอบแทน จากเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีด้วย และผู้บริหารของบริษัทตั้งใจทำงานเพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีคืนกลับให้กับผู้ถือหุ้นทุกราย
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุด 30 กันยายน 48 พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 13.37 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.83 ล้านบาท ส่งผลกำไร ต่อหุ้นลดลงจาก 11 สตางค์ต่อหุ้นเหลือ 7 สตางค์ต่อหุ้น
นายนพดลกล่าวว่าผลงานไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะดีกว่าไตรมาส 3 แต่ไม่มาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังทรงตัวและผลกระทบจากราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง พร้อมเชื่อว่าผลงานในปี 49 จะยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือระดับ 10-15% และหาก วัตถุดิบในตลาดโลกราคาต่ำลงก็จะส่ง ผลดีด้วย ซึ่งส่วนหนึ่ง CPR น่าจะได้รับอานิสงส์ด้วย คือ บริษัท ยูชอนไพพ์ (ไทยแลนด์) ซึ่งบริษัทร่วมทุนกับเกาหลี ทดลองเดินเครื่องผลิตและคาดว่าจะผลิตได้เดือนธันวาคมปีนี้ โดยจะส่งผลดีต่อบริษัทแม่ เพราะจะช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย
"เราทดลองเดินเครื่องผลิตแล้ว เท่าที่ทดลองดูสองครั้งพบว่าไม่มีปัญหาอะไร และเดือนหน้าเราต้องเดินเครื่องผลิตจริงแล้ว เราก็จะลดการซื้อเหล็กจากผู้ประกอบการอื่น" นายนพดลกล่าว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|