|

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือนไคร์สเชิร์ช New Zealand's Garden City
โดย
อนิรุต พิเสฏฐศลาศัย
นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
ในประเทศหนาวอย่างนิวซีแลนด์ แต่ละฤดูกาลจะมีความงดงามตามธรรมชาติแตกต่างกันไป แต่ถ้าพูดถึงความงดงามของดอกไม้แล้ว คงยากที่จะปฏิเสธว่าฤดูใบไม้ผลิคือสีสันของเทศกาลดอกไม้ที่ไม่แพ้ฤดูใดเลย
ไคร์สเชิร์ชเป็นเมืองใหญ่ที่สุดบนเกาะใต้ ของนิวซีแลนด์ และมีประชากรทั้งหมดราวๆ 3 แสน 3 หมื่นคน ไคร์สเชิร์ชนอกจากจะเป็น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ คมนาคม และเป็นประตูการท่องเที่ยวสู่เกาะใต้ของนิวซีแลนด์แล้ว ยังเป็นที่รู้จักกันดีในนิวซีแลนด์ว่าเป็น New Zealand's Garden City ชื่อเสียงความเป็น Garden City ของไคร์สเชิร์ช ยังเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในปี 1997 ไคร์สเชิร์ชได้รับเลือกจากองค์การ International Federation of Park and Recreation Administration ให้เป็น Garden City of the World อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในทุกๆ ปี ความที่เป็น Garden City จึงทำให้ไคร์สเชิร์ชสวยงามไม่แพ้เมืองใดในนิวซีแลนด์และเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ฤดูใบไม้ผลิที่ไคร์สเชิร์ช มักจะเริ่มต้นตั้งแต่กลางเดือนกันยายนไปจนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน สัญญาณแรกการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ เริ่มขึ้นเมื่อดอก Daffodil ดอกแรกเริ่มผุดขึ้นเหนือผิวดิน คนทั่วไปเชื่อกันว่า Daffodil คือดอกไม้ชนิดแรก ของฤดูใบไม้ผลิ หลังจากดอก Daffodil เริ่มบาน ได้สัก 2-3 สัปดาห์ ราชินีดอกไม้ประจำฤดูประเภทอื่นๆ อย่างเช่น Tulip, Hyacinth, Iris, Anemone และ Snowdrops ก็จะเริ่มผลิบาน สร้างสีสันบรรยากาศของฤดูใหม่ที่ทุกคนรอคอย
ราชินีดอกไม้เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกันในหลายประการ ประการที่สำคัญก็คือ ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้ที่ปลูกจากหน่อ (Bulb) ซึ่งต้องเริ่มฝังหน่อลงดินตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว เพื่อให้ ดอกไม้เหล่านี้เจริญเติบโตและเบ่งบานได้ทันตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งยังมีสภาพหนาวเย็นอยู่โดยธรรมชาติดอกไม้เหล่านี้ชอบอากาศหนาวเย็นนิดๆ และดอกไม้เหล่านี้มักจะทนความร้อน ตั้งแต่ช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิไปไม่ค่อยได้ นอก จากนั้นเคล็ดลับความงามในการปลูกดอกไม้หน่อเหล่านี้อีกอย่างก็คือ ดอกไม้เหล่านี้นิยมปลูกเป็นกลุ่มขนาดใหญ่แทนที่จะปลูกกระจัด กระจายที่ละต้นสองต้น
แหล่งสำคัญที่คนนิยมไปชมดอกไม้เหล่านี้ที่ไคร์สเชิร์ช ก็คือที่ Botanic Gardens และ Hagley Park ซึ่งทั้งสองแห่งสามารถเดินไปจากใจกลางเมืองได้ง่าย โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5-10 นาทีเท่านั้น ที่ Hagley Park ในแต่ละปีจะมีทุ่ง Daffodil ขนาดใหญ่บานสะพรั่งเหลืองอร่าม เสมือนเป็นไฮไลต์หนึ่งของฤดูใบผลิที่ไคร์สเชิร์ชก็ว่าได้
ต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่สร้างสีสันให้กับไคร์สเชิร์ชได้เป็นอย่างดีในฤดูนี้ก็คือ ต้น Japa-nese cherry blossom ซึ่งจะออกดอกสีชมพูอร่ามเต็มต้น เฉพาะในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ก่อนที่ดอกเหล่านี้จะค่อยๆ ร่วงโรยและมีใบสีเขียวขึ้นมาแทนที่ และคงความเป็นสีเขียวเกือบตลอดทั้งปี แหล่งที่ได้รับความนิยมในการชม Japanese cherry blossom ก็คือที่ Hagley Park ด้านถนน Fendalton ซึ่งจะมีต้นไม้ชนิดนี้เรียงรายเป็นทิวแถว และเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือนดอกไม้ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนถนนทั้งเส้นให้กลายเป็นสีชมพูสดใสสวยงาม
ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิประเภทอื่นๆ อย่างเช่น Poppy, Stock, Pansy, Viola ก็พบได้มาก ที่ Victoria Park, Botanic Gardens และ Mona Vale ในแต่ละปีทางเทศบาลเมืองไคร์ส เชิร์ช ก็จะประดับประดาดอกไม้สีสันสวยงาม ตามสวนสาธารณะ ถนนหนทาง และมุมต่างๆของเมือง โดยปกติทางเทศบาลเมืองจะทำการประดับประดา 2 ครั้งใหญ่ต่อปี โดยครั้งแรกจะเป็นการประดับประดาดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ และเมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป ทางเทศบาลเมือง ก็จะทำการเปลี่ยนดอกไม้ชุดใหม่ ให้เป็นดอกไม้ สำหรับหน้าร้อน ทางเทศบาลเมืองประมาณว่า จำนวนดอกไม้ที่ใช้ในการประดับประดาทั้งหมด ในแต่ละปี มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2 แสนต้นเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ความเป็น Garden City ของไคร์สเชิร์ชนั้นไม่ได้อยู่เพียงแค่ความสวยงาม ของดอกไม้และต้นไม้ในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ การดูแลเอาใจใส่และการให้ความสำคัญกับสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียว สิ่งแวดล้อมของเทศบาลเมืองและชาวเมืองโดยทั่วไปต่างหาก จากสถิติล่าสุดไคร์สเชิร์ช มีสวนสาธารณะ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่อยู่รวม กันถึง 747 แห่ง โดยเนื้อที่ของสวนสาธารณะเหล่านี้รวมกับพื้นที่สีเขียวอื่นๆ ที่เป็นของสาธารณะ มีอยู่ทั้งหมดถึง 5,631 เฮกตาร์หรือ ประมาณ 3 หมื่น 5 พันไร่ หรือเทียบได้มากกว่า 90 เท่าของสวนลุมฯ ในบ้านเราเลยทีเดียว ซึ่งพื้นที่สีเขียวขนาดนี้คงไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ สำหรับเมืองที่มีประชากรทั้งหมดแค่ 3 แสนกว่า คนเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นในแต่ละปีทางเทศบาล เมืองก็จะจัดสรรงบประมาณไม่ต่ำกว่า 8% ของงบประมาณทั้งหมดให้กับการดูแลรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง ก่อสร้าง สวนสาธารณะ และพื้นที่สีเขียวอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นในปี 2005 ทางเทศบาลเมืองนั้นจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ให้ถึง 24.7 ล้าน นิวซีแลนด์ดอลลาร์ หรือประมาณ 700 ล้านบาท เลยทีเดียว ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ยังไม่รวมถึงงบประมาณที่ใช้ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมประเภทอื่นๆ เช่น งบประมาณสำหรับแม่น้ำ ลำคลองการเก็บและการกำจัดขยะอีกต่างหาก
ที่จริงแล้วงบประมาณที่ทางเทศบาลใช้จ่ายสำหรับสวนสาธารณะและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็มาจากภาษีโรงเรือน ที่เก็บมาจากชาวไคร์สเชิร์ช โดยตรงนั่นเองแหละครับ ซึ่งคนทั่วไปก็ดูเหมือน ว่าจะให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ป็นอย่างดี สาเหตุ สำคัญก็เนื่องมาจากคนที่นี่ใช้สวนสาธารณะได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารก พ่อแม่โดยส่วนใหญ่ก็มักจะพาลูกไปเข็นตามสวนสาธารณะ พอโตขึ้นหน่อย พ่อแม่ก็จะพาไปวิ่งเล่น ที่สนามเด็กเล่น ซึ่งมีอยู่มากมายในสวนสาธารณะ หลายแห่ง พอเด็กๆ เริ่มเข้าโรงเรียน เด็กเหล่านี้ มักจะไปออกกำลังกายหรือแข่งขันกีฬาในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ตามสวนสาธารณะ ซึ่งสวน สาธารณะขนาดใหญ่มักจะมีสนามหญ้าที่จัดไว้ไว้สำหรับแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ
ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการบริโภคสิ่งแวดล้อมของคนที่นี่ก็เหมือนการบริโภคสินค้าอย่างอื่นแหละครับ ถ้าท่านต้องการบริโภค อาหารไขมันต่ำ คุณภาพสูง ท่านก็ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย แต่ผลสุดท้ายที่ได้รับก็คือสุขภาพของผู้บริโภคเอง นอกจากนี้การที่คนที่นี่ได้มีโอกาสคลุกคลีกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่เด็ก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเอง โดยที่แทบจะไม่ต้องสอน แบบย้ำแล้วย้ำอีก และดูเหมือนว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งแต่ยังเป็นส่วนสำคัญของชาวไคร์สเชิร์ชอย่างแยกไม่ออก
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|