ปูนใหญ่รอวันฟื้นตัว


นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2540)



กลับสู่หน้าหลัก

"ผลประกอบการปีหน้าก็น่าจะดีกว่าปีนี้ ถ้าไม่มีเหตุที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ซึ่งสำหรับหลายธุรกิจของเรา เช่น กระดาษ ปิโตรเคมี และเหล็ก ปัจจุบันราคาในตลาดโลกตกต่ำลงไปมาก อาจเรียกได้ว่าต่ำสุดในประวัติการณ์อยู่แล้ว เราก็ไม่คิดว่าราคาของสินค้าเหล่านี้จะลดลงไปอีก แต่เมื่อไหร่จะเงบหน้าขึ้นก็คาดการณ์ยาก" นั่นเป็นคำกล่าวเรียบ ๆ แต่แฝงความหมายอันลึกซึ้งของ ชุมพล ณ ลำเลียง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ในวันแถลงผลประกอบการไตรมาส 3

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เครือปูนใหญ่เผชิญกับมรสุมของราคาสินค้าในตลาดโลกค่อนข้างหนักหน่วง ไม่ว่าจะราคาเยื่อกระดาษและปิโตรเคมีที่ลดต่ำลงอย่างมาก รวมถึงการทุ่มราคาเหล็กนำเข้าจากรัสเซียและโปแลนด์ในตลาดไทย ทำให้ปูนใหญ่จำต้องขายเหล็กในราคาต่ำกว่าทุนเพื่อระบายสินค้า การขาดทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท ของกลุ่มเหล็กฉุดผลกำไรรวมของเครือปูนซิเมนต์ไทยตกต่ำอย่างช่วยไม่ได้

แต่สำหรับไตรมาสนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ภาครัฐประกาศเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (เซอร์ชาร์จ) และภาษีนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 10-20% ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งช่วยบรรเทาการขาดทุนของกลุ่มเหล็กลงไปได้ หรืออาจจะทำให้กลุ่มเหล็กมีกำไรบ้างเล็กน้อย แต่การปรับราคาสินค้าก็จำต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้

ในส่วนของการพยายามลดต้นทุนมาโดยตลอด ก็เริ่มจะเห็นผลชัด ๆ ในไตรมาสนี้ ทำให้เครือปูนใหญ่มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

"ในต้นปีราคาสินค้าของเราลดลงเร็วมาก แต่ต้นทุนลดลงไม่ทัน เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีวัตถุดิบในสต็อกและของที่สั่งซื้อแล้วอยู่ระหว่างเดินทาง เมื่อราคาลดลงเราก็จำเป็นต้องพยายามลดต้นทุนลงมา ซึ่งกว่าจะได้ผลก็มาถึงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งราคาขายและต้นทุนขายเริ่มไปด้วยกัน" ชุมพล อธิบาย

ผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ เครือปูนใหญ่มีกำไรสุทธิรวม 1,504 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2538 จะกำไรเพิ่มขึ้น 182 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 14% โดยผลการดำเนินงานรวมเก้าเดือนมีกำไรสุทธิ 5,840 ล้านบาทเทียบกับช่วงเก้าเดือนของปีก่อนเพิ่มขึ้น 645 ล้านบาท หรือขยายตัว 12%

ชุมพลชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ไม่ใช่เพราะว่าปีนี้ดีขึ้น แต่เป็นเพราะว่าในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เรื่องวัสดุก่อสร้างเจอปัญหาน้ำท่วม ปิโตรเคมีราคาเริ่มลดลง ทำให้ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการไม่สู้จะดีนัก ปีนี้ถือว่าปกติทำให้ดูเป็นว่า ผลประกอบการดีขึ้น"

สำหรับไตรมาสสุดท้าย ชุมพลคาดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเป็นไปอย่างปกติ แม้รัฐบาลมีแผนจะลดภาษีนำเข้าสินค้าปิดโตรเคมีลงมาประมาณ 10% ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเครือปูนใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันสินค้าปิโตรเคมีที่บริษัทในเครือผลิตและจำหน่ายนั้นมีราคาต่ำกว่าสินค้านำเข้ามากกว่า 10% อยู่แล้ว การที่ภาครัฐลดภาษีนำเข้าลงจะไม่เป็นผลให้สินค้าเหล่านั้นทะลักเข้ามาในประเทศ

การทำกำไรของเครือปูนซิเมนต์ไทย แลดูยากเย็นขึ้นไปทุกขณะ ธุรกิจที่ส่งผลกำไรจำนวนมากและต่อเนื่องในยามนี้จึงมาจากธุรกิจยานยนต์ กับธุรกิจในกลุ่มไฟฟ้าและโลหะ

เก้าเดือนที่ผ่านมา เครือปูนใหญ่มีการส่งออกประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและโลหะส่งออกมาที่สุดประมาณ 8,000 ล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมี 3,300 ล้านบาท กลุ่มกระดาษ 1,500 ล้านบาท กลุ่มเซรามิก 1,100 ล้านบาท กลุ่มเหล็ก 1,100 ล้านบาท ส่วนกลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างส่งออกน้อยที่สุดเพียง 150 ล้านบาทเท่านั้น

ชุมพลเชื่อว่า ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศไทยยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา อันจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอที่จะส่งออกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การส่งออกปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างนั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะค่าบรรจุ ลำเลียง และขนส่ง ทำให้กำไรขั้นต้นต่ำกว่าการขายในประเทศ ซึ่งชุมพลกล่าวยอมรับพร้อมทั้งอธิบายว่า "การส่งออกโดยทั่วไปแล้ว เราไม่ได้ราคาดีเท่ากับการขายในประเทศ เพราะเราต้องมีค่าใช้จ่ายในการบรรจุ ลำเลียงไปถึงตลาดนั้น แต่ว่าปริมาณจะได้มาก แม้ต่อชิ้นจะกำไรน้อยกว่า แต่เราสามารถสร้างโรงงานใหญ่ ส่งออกจำนวนมาก ๆ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงได้เช่นกัน"

ในปีนี้ คาดว่าเครือปูนใหญ่จะมีการส่งออกโดยเฉลี่ยทั้งปีเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท และปีหน้าจะส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านบาท

ในส่วนของการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเครือปูนใหญ่เริ่มดำเนินการมาปีกว่าแล้วนั้น ขณะนี้เริ่มออกผลมาล้างโดยมีหลายโครงการที่ได้มีการตกลงกัน และเริ่มสร้างโรงงาน แต่สำหรับรายได้ที่เข้ามานั้น ขณะนี้ยังมีสัดส่วนน้อยมาก ไม่ถึง 5% ของรายได้รวม

ชุมพลคาดว่า ภายในปี ค.ศ.2000 ส่วนของธุรกิจทั้งหมดที่ไปลงทุนในต่างประเทศจะมียอดขายรวมประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

การที่ภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำมากในขณะนี้ ทำให้ชุมพลตั้งเป้าว่าปีหน้าขอโตแค่ 14-15% ก็พอโดยประมาณการจากภาวะเศรษฐกิจไทยว่า ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัว 7-8% เครือปูนใหญ่ขยายตัวประมาณ 20% แต่ในปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะโตประมาณ 14-15% หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้น

ทุกวันนี้ สิ่งที่เครือปูนใหญ่พยายามทำอยู่ คือ การลดต้นทุนลงให้มากที่สุด และชะลอแผนการลงทุนออกไป เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งหลายฝ่ายให้ความสนใจกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สินระยะสั้นที่ค่อนข้างสูง ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท หนี้สินรวม 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมีเพียง 3.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

สำหรับการที่เครือปูนใหญ่จะเติบโตมากหรือน้อยในวันข้างหน้านั้น ส่วนหนึ่งชุมพลฝากชะตาไว้กับภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะราคากระดาษ ปิโตรเคมี และเหล็ก ซึ่งตกต่ำอยู่อย่างมากในขณะนี้ และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เมื่อไหร่ พร้อมกับคำปลอบใจตัวเองและนักลงทุนว่า "มันราคาตกลงมามากแล้ว คงไม่ตกลงไปกว่านี้อีก"



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.