เปิดวิสัยทัศน์ “แคปปิตอลแลนด์” อิงสัมพันธ์นักการเมืองรุกอสังหาฯ


ผู้จัดการรายสัปดาห์(17 พฤศจิกายน 2548)



กลับสู่หน้าหลัก

การเข้ามาเปิดตลาดอสังหาฯ ในไทยของกลุ่มทุนข้ามชาติมีให้เห็นมาหลายปีแล้ว แต่เริ่มชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ซึ่งขยายการลงทุนเข้ามาในไทย เพราะพื้นที่ลงทุนในประเทศเหลือน้อย โดยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการพัฒนาพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก

ส่งผลให้นักลงทุนในสิงคโปร์ต้องขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ที่กลุ่มนักลงทุนจากสิงคโปร์ทยอยเข้ามาลงทุน เนื่องจากไทยมีภาวะเศรษฐกิจที่ดีเมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ในขณะที่จำนวนประชากรก็มีจำนวนมากพอที่จะทำให้กลุ่มทุนข้ามชาติเข้ามาลงทุนได้ และที่สำคัญคือไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

เฉิน เหลียง ปัง ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท ที.ซี.ซี.แคปปิตอลแลนด์ จำกัด เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการขยายการลงทุนในไทยว่า ต้องการผลักดันให้กลุ่มแคปปิตอล แลนด์ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ประกอบธุรกิจอสังหาฯ ในไทย ภายในระยะเวลา 3-5 ปี โดยเน้นการลงทุนโครงการทั้งแนวสูงและแนวราบ ซึ่งจะใช้จุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของกลุ่มแคปปิตอล แลนด์ ซึ่งเป็นนักพัฒนาที่ดินที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ในสิงคโปร์ที่มีประสบการณ์การลงทุนด้านอาคารสูง

ในขณะที่ ที.ซี.ซี.มีจุดแข็งด้านฐานการเงินที่แข็งแกร่งมาก จากจำนวนสินทรัพย์ที่มีอยู่หลายหมื่นล้านบาท ตลอดจนที่ดินที่มีอยู่ในมืออีกหลายหมื่นไร่ในกทม.และปริมณฑลเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมที่ดินต่างจังหวัด เช่น ที่ดินที่ชะอำ 10,000 ไร่ และบางไทร 3,000 ไร่

ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ หัวเรือใหญ่อย่าง เจริญ สิริวัฒนะภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา ยังมีสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับกลุ่มนักการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนี้ ดังนั้น การก้าวเข้าสู่การพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อขายของกลุ่ม ที.ซี.ซี.ฯย่อมเป็นที่น่าจับตามองของคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดอสังหาฯ ที่ต้องเฝ้าติดตามแผนการดำเนินงานและนโยบายการลงทุนของกลุ่มที.ซี.ซี.ฯ อย่างใกล้ชิด

เฉิน เหลียง ปัง กล่าวถึงแผนการดำเนินงานว่า บริษัทจะเน้นลงทุนโครงการแนวสูงเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 60%ส่วนโครงการแนวราบ 40% แต่ปัจจุบันการลงทุนในโครงการส่วนใหญ่เน้นการลงทุนโครงการแนวสูงเป็นหลัก เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจในไทยเพียง 2 ปี จึงต้องลงทุนในธุรกิจที่กลุ่มแคปปิตอล แลนด์ มีความเชี่ยวชาญก่อน

“ในช่วง 2 เดือนที่เหลือบริษัทจะเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง คือ โครงการเอ็มไพร์ม เพลส กำหนดเปิดตัวในวันที่ 15 ธ.ค.48 เป็นคอนโดมิเนียม 45 ชั้น 440 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท โดยจะใช้กลยุทธ์ด้านราคาเป็นจุดขาย ด้วยราคาขายเริ่มต้นที่ 90,000-110,000 บาทต่อตร.ม. ต่ำกว่าโครงการ เดอะ เม็ท ที่ตั้งราคาขายสูงถึง 300,000 บาทต่อตร.ม. ในขณะที่โครงการอินฟินิตี้ ของโกลเด้น แลนด์ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามโครงการของบริษัทมีราคาขาย 120,000 บาทต่อตร.ม. แต่โครงการดังกล่าวขายหมดแล้ว 100% จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนมือในลักษณะการขายต่อเพื่อเก็งกำไร ทำให้ราคาเพิ่งสูงขึ้นเป็น 150,000 บาทต่อตร.ม.”

นอกจากนี้โครงการเอ็มไพร์ม เพลส ยังมีจุดเด่นด้านการออกแบบที่ออกแบบในลักษณะดูเพล็กซ์ โดยภายในยูนิตออกแบบให้เป็น 2 ชั้นเหมือนบรรยากาศในบ้านเดี่ยว แต่อยู่ในกลางเมือง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาหลายปีแล้วในสิงคโปร์ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการแรกๆ ในเมืองไทยที่ออกแบบโดยนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้เป็นจุดขาย

โสมพัฒน์ ไตรโสรัส รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า แม้ว่าโครงการจะได้รับการออกแบบที่แตกต่างจากโครงการทั่วไปของคู่แข่ง ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนสูงแต่บริษัทมีวิธีการลดต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่มาใช้ในการออกแบบงานโครงสร้างทางวิศวกรรม ทำให้ประหยัดต้นทุนการดำเนินงานจึงสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าคู่แข่ง ส่วนอีกโครงการที่จะเปิดการขายในเดือน ธ.ค. นี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่ 9-10 แห่ง คิดเป็นมูลค่า 9,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการแรกคือ โครงการรอยัล เรสซิเด้นท์ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 79 ยูนิต บนพื้นที่ 77 ไร่ ของพื้นที่รวม 300 ไร่บริเวณถ.เกษตรนวมินทร์ ราคา 35 ล้านบาทขึ้นไป เพราะเป็นบ้านหลังใหญ่ขนาด 180-450 ตารางวา มูลค่าโครง 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดการขายเดือน ม.ค. 49

ส่วนพื้นที่ที่ยังเหลือจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ในเฟส 2 ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวระดับกลาง-สูง ราคา 6-10 ล้านบาทต่อยูนิต บนพื้นที่ 90 ไร่ และเฟสต่อไปจะทำเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรท์ บนพื้นที่ 40-50 ไร่ โดยพื้นที่ที่เหลือบริษัทอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุน ซึ่งในเบื้องต้นประกอบด้วย วิลเลจ พื้นที่พลาซ่า ศูนย์การศึกษา และศูนย์บริการรถยนต์

โสมพัฒน์กล่าวว่า โครงการที่ 2 เป็นคอนโดมิเนียมบริเวณ ถ.สุขุมวิท 24 บนพื้นที่ 5 ไร่ กำหนดเปิดการขายเดือน มี.ค.49 และ ในขณะที่โครงการที่ 3 เป็นโครงการบ้านเดี่ยว,คอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน บนพื้นที่ 200-300 ไร่ในนอร์ธปาร์ค


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.