|

"สมคิด"อ้อนประกันลงทุนหุ้น หลังเงินจมในตลาดตราสารหนี้
ผู้จัดการรายวัน(10 พฤศจิกายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
"สมคิด" จี้ธุรกิจประกันชีวิต และประกันภัยปรับโครงสร้างความเข้มแข็งธุรกิจให้มากขึ้น รองรับการเปิดเสรีภาคการบริการที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ไม่ใช่จะรอมาตรการภาษีจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว พร้อมเปิดช่องให้ธุรกิจประกันลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นได้ แนะกรมการประกันภัยประชุมหารือภาคธุรกิจสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจก่อนหามาตรการเสริม
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือและมอบนโยบายต่อกรมการประกันภัย ว่า เท่าที่กรมการประกันภัยสรุปผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา และแผนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันชีวิตในอนาคตนั้น เห็นว่าอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยและประกันชีวิตของไทยยังขาดการพัฒนาที่จะสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ดังนั้น จึงอยากให้กรมการประกันภัยและสมาคมประกันวินาศภัย สมาคมประกันชีวิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับแผนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้
"ผมเห็นว่าธุรกิจประกันวินาศภัย และประกันชีวิตของไทยยังไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ ไม่เช่นนั้น อนาคตเมื่อเปิดเสรีภาคประกันธุรกิจ ของไทยจะไม่สามารถแข่งขันธุรกิจข้ามชาติได้ ที่สำคัญการสร้างธุรกิจให้เกิดความเข้มแข็งไม่ใช่จะอยู่ที่ต้อง รอมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ เช่น มาตรการด้านภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะมาตรการภาษีถือเป็นมาตรการ สุดท้ายที่จะช่วยเหลือ แต่จะทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างความเข้มแข็งในทุกด้าน ทั้งภาค ธุรกิจ และความน่าเชื่อถือ เพราะหากดูจำนวนผู้ทำประกันชีวิตและภาคธุรกิจ เติบโตเพียงปีละ 10% เห็นว่ายังมีสัดส่วนที่น้อยมาก" นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า ได้ให้นโยบายกรมการประกันภัยไปหารือร่วมกับสมาคมต่างๆ ที่จะกระตุ้นให้คนไทยทั้งประเทศหันมาทำประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้กลุ่มคนไทยส่วนใหญ่มองว่าการทำธุรกิจประกันเป็นเรื่องที่ไกลตัว ดังนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้คนไทยตระหนักหันมาทำประกันชีวิตในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะต้องสร้างจิตสำนึกให้บริษัทประกันทั้งชีวิต และประกันวินาศภัยกว่า 100 แห่ง ควรหันมาสร้างและพัฒนาด้านสังคมให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะหากสามารถสร้างจุดเหล่านี้ได้อย่างมั่นคง มาตรการด้านภาษีที่ภาคเอกชนขอมา ภาครัฐสามารถที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ทั้งนี้ หากดูปริมาณการลงทุนในสินทรัพย์ของภาคธุรกิจประกันทั้งระบบมีทั้งสิ้นเพียงกว่า 540,000 ล้านบาท โดยเป็นการไปลงทุนในด้านพันธบัตรและตราสารหุ้นต่างๆ เป็นสำคัญ ทั้งที่น่าจะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นของไทยได้ ดังนั้น จึงอยาก ให้มีการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจประกัน สามารถนำเงินเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นได้ แม้ว่าตามกฎหมายจะกำหนด สัดส่วนไว้ก็ตาม แต่หากมองในตลาด หุ้นที่จะเข้าไปลงทุนมีหุ้นหลายตัวที่ดี และมีความแข็งแกร่งในธุรกิจก็น่าที่จะพิจารณาไปลงทุนบริษัทที่มีกิจการ ในตลาดหุ้นที่ดีได้
นายสมคิดกล่าวอีกว่า ต้องการให้ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยควรเข้ามามีบทบาทและเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงของอุตสาหกรรมส่งออกของไทยให้มากขึ้น โดยเห็นว่าที่ผ่านมา ธุรกิจประกันวินาศภัยยังไม่เข้า ไปช่วยเหลือในด้านภาคการส่งออกเท่าที่ควร เช่น สินค้ากุ้งไทยที่ต้องการได้รับการคุ้มครองและประกันความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศในการค้ำประกัน แต่บริษัทประกันวินาศภัยของไทยยังไม่ยอมที่จะเข้าไปคุ้มครองตรงนี้มากนัก ดังนั้น หลังจากนี้ไปธุรกิจภาคประกัน จะต้องเข้ามาเสริมธุรกิจภาคการส่งออกเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ หากทุกอย่างสามารถทำให้เกิดความเข้มแข็งทั้งระบบได้เป็นอย่างดี การช่วยเหลือภาครัฐก็จะให้อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|