|

สินค้าแฟชันปรับตัวฝุ่นตลบปีจอทะลวงกลุ่มเงินคล่องมืออัดไพรซ์วอร์ 50%
ผู้จัดการรายวัน(4 พฤศจิกายน 2548)
กลับสู่หน้าหลัก
ตลาดสินค้าแฟชั่นหืดขึ้นคอปลายปีลากยาวปีจอ สงครามราคาต้องพลิกงัดส่วนลด 50% ถึงกระตุ้นกำลังซื้อ ส่วนลด 30% ใช้ไม่ได้ผล "จีออดาโน" เล็งอัดโปรโมชันทุกรูปแบบรับศึกปีหน้า ส่วนธุรกิจการ์ดอวยพร เลี่ยงเดินเกมจับตลาดวัยรุ่นเพราะควักกระเป๋าง่าย "คลากส์" เบนเข็มจับตลาดผู้หญิงพ่วง ขยายไลน์รองเท้าเด็กทั่วเอเชีย ส่วนงานไทยแลนด์เบสท์บายตั้งเป้าเงินสะพัด 120 ล้านบาทต่ำกว่าปีที่แล้ว 80 ล้านบาท
นายชีวินทร์ แย้มสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท จิออดาโน ไทย จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดสินค้าแฟชั่นในช่วงปลายปีนี้ว่า ผู้ประกอบการจะงัดกลยุทธ์ราคาขึ้นมาใช้กันอย่างหนัก เพื่อกระตุ้นยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยกลยุทธ์ราคานั้นจะต้องงัดโปรโมชันลดถึง 50% ขึ้นไปถึงจะกระตุ้นยอดขายได้ ส่วนการลดราคาเพียง 30% จะไม่สามารถกระตุ้นกลุ่มผู้บริโภคได้ ซึ่งไม่เพียงแต่แนวโน้มดังกล่าวจะเกิดขึ้นในปีนี้เท่านั้น แต่ในปีหน้า สงครามราคาก็จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความถี่ใน การลดราคาจะมีเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันจะเป็นในช่วงใกล้สิ้นเดือนจนถึงต้นเดือนเท่านั้น
สภาพตลาดสินค้าแฟชั่นในปีหน้า จะทำตลาดยากมากขึ้น ผู้ประกอบการจะเล่นสงครามราคากันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ตกรุ่นจะมีการทำโปรโมชันกันอย่างหนัก เพื่อระบายสต๊อกสินค้าให้หมด สำหรับสถานการณ์ในช่วงไตรมาสที่สามและสี่ในขณะนี้เริ่มส่อแววไม่ดีมากนัก สต๊อกสินค้าจีออดาโนเหลือถึง 70 วัน ขณะที่ยอดขายเฉพาะของจีออดาโนหายไป 10% ของแต่ละสาขา ทั้งนี้เป็นเพราะผลพวงของสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก
สำหรับผลประกอบการในช่วง 6 เดือน บริษัทมีอัตราการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ 15% และคาดว่าในสิ้นปีจะโตต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้จาก 12% เป็น 10% โดยการเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่มาจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น 8 แห่ง ในปีนี้ จากปัจจุบันจีออดาโนมีทั้งหมด 50 แห่ง และเพื่อกระตุ้นยอดขายโค้งสุดท้ายในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันมียอดขายราว 15% จากรายได้ทั้งหมด จึงได้ร่วมจัดงานแสดงสินค้าในงานไทยแลนด์ เบสท์บายส์เป็นครั้งที่ 2 ด้วยการลดราคาถึง 50-70% เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค
ส่วนด้านการปรับตัวในปีหน้า บริษัทได้เตรียมจัดโปรโมชันทุกรูปแบบ ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ พร้อมกับจับมือร่วมกับพันธมิตรมากขึ้น อย่างในปีนี้บริษัทฯได้จับมือร่วมกับบริษัทดิสนีย์ เปิดตัวคอลเลกชันการ์ตูนดิสนีย์ ขณะที่แผนการขยายสาขาจะเน้นในส่วนของชอปเป็นหลัก โดยเปิดเพิ่ม 5-6 แห่งทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ขนาดพื้นที่ 120 ตร.ม.ใช้งบลงทุน 2 ล้านบาทต่อแห่ง ส่วนเคาน์เตอร์จะไม่เน้นขยายเพิ่มการ์ดอวยพรเลี่ยงจับตลาดวัยรุ่น
นายโมกข์ สีบุญเรือง กรรมการผู้จัดการ บริษัท Graphite Plus ผู้ผลิตและจำหน่ายการ์ดอวยพรและของขวัญ เปิดเผยว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจคงจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการ์ดอวยพรมากนัก เพราะบริษัทฯเน้นการ์ดในราคาที่ถูกคือราว 70-90 บาท อีกทั้งในปีนี้ได้ปรับตัวเพื่อรองรับกับกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ด้วยการหันมาออกการ์ดอวยพรที่เน้นจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นให้มากขึ้น เพราะเป็นกลุ่มการตัดสินใจซื้อจะง่ายมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เป็นผู้ใหญ่
สำหรับแผนการตลาดในปีหน้าบริษัทจะขยาย ไลน์สินค้าที่นอกเหนือจากการ์ดอวยพร มาสู่สินค้า เสื้อผ้า เป้ ที่รองแก้ว ฯลฯ ทั้งนี้ เป็นเพราะเป้าหมายของบริษัทฯต้องการเปิดชอปในอีก 2 ปีข้างหน้านี้คอนเซ็ปต์คล้ายกับร้านพรอฟพากันด้า จากปัจจุบันช่องทางจำหน่ายสินค้าจะผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป โดยในเบื้องต้นเล็งสถานที่ที่จะเปิดคือที่ สยาม สำหรับผลประกอบการปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 40-50% ส่วนในปีหน้าหลังจากขยายไลน์สินค้าต่างๆตั้งเป้าโต 100% ‘ เบนเข็มจับตลาดผู้หญิงเพราะจ่ายง่าย
นางปุณณา เบญจพรรักษา ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด แบรนด์ คลากส์ จัดจำหน่ายโดย บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่ารองเท้าเซกเมนต์ระดับพรีเมียมจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจบ้าง แต่บริษัทฯจะไม่เน้นการทำโปรโมชันหรือกลยุทธ์ราคา เพราะจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่เพื่อรองรับกับภาวะตลาดสินค้าแฟชั่นที่อาจจะชะลอตัวไปบ้าง ในปีหน้านี้บริษัทฯได้เตรียมเปิดตัวรองเท้า คลากส์ คิดส์ เจาะกลุ่มเป้าหมายเด็กเล็ก จากปัจจุบันรองเท้าคลากส์จะมีเฉพาะสำหรับผู้ชายและผู้หญิง
"เรามองว่าในเอเชียตลาดรองเท้าเด็กเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะคนเอเชียเริ่มมีลูกน้อยลง และยอมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อรองเท้าในคุณภาพที่ดีให้กับลูก ซึ่งราคารองเท้าคลากส์จำหน่ายคู่ละ 1,000 บาทขึ้นไป สำหรับการทำตลาดในเอเชียล่าสุดได้เปิดตัวไปที่สิงคโปร์ จากนั้นจะเปิดตัวที่มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดียต่อไป"
พร้อมกันนี้ในปีหน้าบริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันสำหรับกลุ่มรองเท้าผู้หญิงมากขึ้น จากปัจจุบันสัดส่วนรองเท้าเป็นหญิง 50% ชาย 50% ทั้งนี้เป็นเพราะพฤติกรรมของผู้หญิงในกลุ่มสินค้าแฟชั่นมีการจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ชาย โดยในปีหน้านี้สัดส่วนรองเท้าผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 60% ผู้ชาย 40% ขณะที่แผนการขยายสาขาปีหน้าเตรียมเปิดตัวเพิ่มอีก 3 แห่ง ในย่านบางนา ปิ่นเกล้า ลาดพร้าว โดยใช้งบลงทุน 4 ล้านบาทต่อแห่ง
แนวโน้มตลาดรองเท้าในเซกเมนต์พรีเมียมมูลค่า 350-400 ล้านบาทในปีนี้เติบโต 7% ในปีหน้า คาดว่าจะเติบโต 10% โดยในสิ้นปีนี้รองเท้าคลากส์ ตั้งเป้ามีส่วนแบ่ง 30-35% และปีหน้าหลังจากเปิด ตัวรองเท้าเด็กคาดว่าจะผลักดันให้เพิ่มเป็น 40%
นางบุษยา ประกอบทอง ผู้จัดการกลุ่มโครงการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด สำหรับงานไทยแลนด์ เบสท์ บายส์ 2005 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคม นี้ มีจำนวน 700 บูท คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน 2.5 แสนคน เพิ่มขึ้นจากในปีที่ผ่านมา 2 แสนคน ขณะที่เงินสะพัดภายในงานตั้งเป้าไว้ที่ 120 ล้านบาท น้อยกว่าปีที่ผ่าน มาซึ่งมีเงินสะพัดถึง 200 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นเพราะผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้คนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|